ข้อมูลราคาการค้าของสหรัฐฯ เดือนเมษายนออกมาสูงกว่าคาด และดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับขึ้น โดยราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบรายเดือน และราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 สำหรับทั้งสองชุดข้อมูล
ราคานำเข้าไม่รวมปิโตรเลียม (ตัดผลของราคาน้ำมันออกเพื่อดูแรงกดดันด้านราคาในสินค้าทั่วไป) เพิ่มขึ้น 0.7% สูงกว่าที่คาด 0.5% อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าระดับที่บันทึกไว้ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปีนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับขึ้นตลอดทุกช่วงอายุ (เส้นอัตราผลตอบแทน/อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ระยะสั้นถึงยาว) ช่วงปลายวัน แม้ข่าวใหม่มีไม่มาก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ปิดเพิ่มขึ้น 3 เบสิสพอยต์ (0.03%) และกลับมายืนเหนือ 4.00%
ในกรอบมองหนึ่งวัน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินกลุ่ม G10 (10 ประเทศพัฒนาแล้วหลัก) ดัชนีดอลลาร์ (DXY: ตัวชี้วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ได้ปรับขึ้นแล้วเพื่อทดสอบระดับ 106.00 หลังข้อมูลล่าสุด สะท้อนว่ารูปแบบการตอบสนองของตลาดต่อเงินเฟ้อที่ร้อนแรงกว่าคาดยังคงเหมือนเดิม
จากภาพดังกล่าว นักเทรดอาจพิจารณาซื้อคอลออปชัน (สัญญาที่ให้สิทธิ “ซื้อ” ที่ราคาในอนาคต โดยขาดทุนจำกัดแค่ค่าเบี้ย) บนกองทุน ETF ที่อิงดอลลาร์ เช่น UUP เพื่อเก็งว่าดอลลาร์จะแข็งค่าในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์นี้ช่วยรับประโยชน์โดยตรงหากดอลลาร์แข็งค่า และเพราะออปชันมีความเสี่ยงจำกัดตามสัญญา จึงเป็นวิธีวางสถานะที่ควบคุมความเสี่ยงได้
อีกแนวทางคือคาดว่าเฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ย โดยซื้อพุตออปชัน (สัญญาที่ให้สิทธิ “ขาย”) บนกองทุน ETF พันธบัตรอายุยาว เช่น TLT ซึ่งอาจได้กำไรหากอัตราผลตอบแทนเดินหน้าปรับขึ้นและราคาพันธบัตรปรับลง เพราะเป็นการวางเดิมพันว่าตลาดจะตีความว่าเป้าหมายนโยบายการเงินจะ “ตึงตัว” นานขึ้น (hawkish: สนับสนุนดอกเบี้ยสูง/เข้มงวดกับเงินเฟ้อ)