อินเดียประกาศมาตรการเชิงนโยบายที่ผูกกับการรัดเข็มขัด (austerity: ลดรายจ่าย/คุมการใช้เงินอย่างเข้มงวด) หลังความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซกดดันกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (capital flows: เงินทุนที่ไหลเข้าออกประเทศ) และดุลการชำระเงิน (balance of payments: บัญชีรายรับ-รายจ่ายเงินตราต่างประเทศทั้งระบบ) มาตรการดังกล่าวถูกนำเสนอว่าเป็นการพยุงค่าเงินรูปี ซึ่งยังทำสถิติต่ำสุดใหม่ต่อเนื่อง
กระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและเงินเป็น 15% จาก 6% มีผล 13 พ.ค. พร้อมกำหนดเพดานการนำเข้าทองคำปลอดอากรภายใต้โครงการ Advance Authorisation (โครงการอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบปลอดภาษีเพื่อผลิตเพื่อส่งออก) ที่ 100 กก.ต่อการอนุมัติ 1 ครั้ง
อินเดียยังพิจารณาลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย (withholding tax: ภาษีที่หักไว้ก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ โดยเฉพาะดอกเบี้ย/ผลตอบแทน) ที่นักลงทุนต่างชาติผู้ถือพันธบัตรในประเทศต้องจ่าย ตามรายงานของ Bloomberg News โดยธนาคารกลางอินเดีย (RBI) แนะนำให้กระทรวงการคลังดำเนินการปรับดังกล่าว
MUFG ยังคงระมัดระวังต่อค่าเงินรูปีเมื่อเทียบกับสกุลเงินกลุ่ม G10 (10 สกุลหลักของประเทศพัฒนาแล้ว) และสกุลเงินเอเชีย แม้ในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลาย (de-escalation: ลดระดับความตึงเครียด) โดยระบุว่าบทความถูกจัดทำด้วยเครื่องมือ AI และผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการ
เมื่ออินเดียออกมาตรการเชิงนโยบายเพื่อพยุงรูปี ตลาดกำลังตอบสนองเชิงตั้งรับต่อแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ การขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและเงินเป็น 15% เป็นความพยายามชัดเจนในการดูแลดุลการชำระเงิน โดยมุ่งลดการนำเข้าที่ไม่จำเป็น ขณะที่รูปีเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า
สภาพแวดล้อมนี้สะท้อนว่าความอ่อนค่าของรูปีอาจยืดเยื้อต่อไปแม้มีมาตรการแทรกแซง ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล (current account deficit: ดุลการค้า บริการ รายได้ และโอนเงิน ระหว่างประเทศติดลบ) ขยายเป็น 2.1% ของ GDP ในไตรมาสก่อน จากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูง ขณะที่เงินเฟ้อผู้บริโภค (retail inflation: อัตราเพิ่มของราคาสินค้า/บริการที่ประชาชนซื้อ) ยังสูงที่ 5.9% ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ผนวกกับนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์ (foreign portfolio investors: นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในหุ้น/ตราสารผ่านพอร์ต ไม่ได้ลงทุนโดยตรง) ขายสุทธิหุ้นมากกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนที่แล้ว ทำให้มุมมองยังระมัดระวัง
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivative traders: ผู้เทรดสัญญาที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) มุมมองนี้ชี้ว่าตลาดอาจวางตำแหน่งรับการอ่อนค่าต่อของรูปีเทียบดอลลาร์ การซื้อออปชันคอล (call options: สิทธิในการซื้อที่ราคาที่กำหนด) ในคู่ USD/INR อาจเหมาะสม เพราะได้ประโยชน์หากรูปีอ่อนค่า (USD/INR สูงขึ้น) และจำกัดความเสี่ยงขาลงไว้ที่ค่าเบี้ยประกัน (premium: เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) ขณะที่ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชัน) ที่สูงในคู่นี้ ยังเปิดโอกาสให้กลยุทธ์สเปรดออปชัน (options spreads: ซื้อ-ขายออปชันหลายสัญญาเพื่อคุมความเสี่ยง/ต้นทุน)
เคยมีรูปแบบคล้ายกันปลายปี 2025 เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งจนเงินทุนไหลออก (capital outflows: เงินไหลออกจากประเทศ) ขณะนั้นรูปีอ่อนค่าเกือบ 4% ในไตรมาสถัดมา แม้รัฐบาลประกาศข้อจำกัดการนำเข้าใกล้เคียงกัน ประวัติศาสตร์นี้ชี้ว่ามาตรการรอบนี้อาจแค่ชะลอการอ่อนค่า ไม่ได้พลิกแนวโน้ม
ดังนั้น เรายังคงระมัดระวังต่อรูปีเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ความเป็นไปได้ในการลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับพันธบัตรอาจดึงเงินทุนได้บางส่วน แต่ไม่น่าพอชดเชยความเชื่อมั่นเชิงลบในภาพรวม หากรูปีเด้งขึ้นจากแรงหนุนของนโยบายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจถูกมองเป็นจังหวะเปิดสถานะฝั่งลบ (bearish positions: วางเดิมพันว่าราคาจะปรับลง/สกุลเงินจะอ่อนค่า)