ราคาเงินร่วงต่ำกว่า 84.00 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี หลังเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่า และมีแรงขายทำกำไรตามมาหลังตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐออกมาดีกว่าคาด (Retail Sales: ยอดขายปลีก เป็นตัวชี้วัดการใช้จ่ายผู้บริโภคและความแข็งแกร่งเศรษฐกิจ) โดย XAG/USD อยู่ที่ 83.53 ดอลลาร์ ณ เวลาที่เขียน ลดลงกว่า 4.40% หลังไม่ผ่านแนวต้าน 90.00 ดอลลาร์ (XAG/USD: ราคา “เงิน” เทียบ “ดอลลาร์สหรัฐ”)
การปรับลงพาราคาเข้าใกล้แนวรับแถว 83.06 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดรายวันของวันที่ 17 เม.ย. ที่พลิกมาเป็นแนวรับ หลังทำจุดต่ำสุดรายวันที่ 83.27 ดอลลาร์ โดยดัชนี RSI (Relative Strength Index: ดัชนีวัดแรงซื้อ-แรงขาย ใช้ดูภาวะร้อนแรง/อ่อนแรงของราคา) ปรับลงแต่ยังยืนเหนือระดับ 50
หากจะกลับขึ้นต่อ ราคาเงินต้องกลับไปยืนเหนือ 85.00 ดอลลาร์ให้ได้ หากทำได้ ระดับที่ต้องจับตาคือ 83.65 ดอลลาร์ จากนั้น 88.44 ดอลลาร์ ต่อด้วย 89.36 ดอลลาร์ และ 90.00 ดอลลาร์
หาก XAG/USD หลุดต่ำกว่า 83.06 ดอลลาร์ ระดับถัดไปคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (100-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 100 วัน ใช้ดูแนวโน้มและแนวรับ-แนวต้าน) ที่ 80.84 ดอลลาร์ แนวรับถัดไปอยู่แถว 80.00 ดอลลาร์, เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20-day SMA) ที่ 77.59 ดอลลาร์, เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day SMA) ที่ 77.08 ดอลลาร์ และถัดไป 70.00 ดอลลาร์
ราคาเงินอาจได้รับผลกระทบจากเงินดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ย ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics: ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบตลาด) ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย (recession fears: ความกลัวว่าเศรษฐกิจจะหดตัว) อุปสงค์ อุปทานจากเหมือง และการรีไซเคิล การใช้ในอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และโซลาร์ รวมถึงแนวโน้มในสหรัฐ จีน และอินเดีย ก็มีผลต่อราคา อีกทั้งราคาเงินมักเคลื่อนไหวตามทองคำ และนิยมดูอัตราส่วน Gold/Silver ratio (อัตราส่วนราคาทองต่อราคาเงิน ใช้เทียบว่าเงินแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับทอง) เพื่อประเมินมูลค่าเปรียบเทียบ