EUR/USD ทรงตัวแข็งแกร่งตามแรงรับความเสี่ยงในวงกว้างของตลาด (risk appetite: ภาวะที่นักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น จึงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง) แม้ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียจะลดความหวังต่อการคลี่คลายในระยะสั้น โดยมีข้อสังเกตว่า หากตลาดหุ้นเกิดการปรับฐาน (correction: ราคาปรับลงเพื่อระบายความร้อนหลังขึ้นแรง) อาจไม่สอดคล้องกับการที่คู่เงินยังยืนอยู่ระดับปัจจุบัน แม้ตลาดยัง “ให้ราคา” ว่า ECB จะเข้มงวดด้านดอกเบี้ยมากกว่าเฟด (rate pricing: การคาดการณ์ดอกเบี้ยที่สะท้อนผ่านราคาตลาด)
ปฏิทินเศรษฐกิจยูโรโซนมีแบบสำรวจ ZEW ซึ่งเป็นสัญญาณนำของความเชื่อมั่นเยอรมนีในเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าจะอ่อนแอลงทั้งดัชนีคาดการณ์ (expectations index: มุมมองต่ออนาคต) และดัชนีสถานการณ์ปัจจุบัน (current situation index: มุมมองต่อภาวะตอนนี้)
รายงานระบุว่า ช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนสูง (geopolitical volatility: ความผันผวนจากเหตุการเมืองระหว่างประเทศ) แบบสำรวจเหล่านี้ตีความได้ยากขึ้น แต่ยังน่าชี้ไปที่แนวโน้มการเติบโตยูโรโซนที่แย่ลง มุมมองต่อ EUR/USD จึงเอนไปทางลบ (bearish-leaning: มีแนวโน้มมองลง) เว้นแต่จะมีความคืบหน้าที่จับต้องได้สู่ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
การขึ้นเหนือ 1.180 ถูกประเมินว่าไม่น่ายืนได้ในสภาวะปัจจุบัน และการลงไปทดสอบ 1.170 อีกครั้ง (retest: กลับไปทดสอบแนวรับ/แนวต้านเดิม) ถูกมองว่าเป็นฉากทัศน์ระยะสั้นที่มีโอกาสมากกว่า
ย้อนดูบทวิเคราะห์ช่วงเดียวกันของปี 2025 ตลาดโดยรวมมอง EUR/USD ทางลบ โดยเน้นความเป็นไปได้ที่จะกลับไปทดสอบ 1.170 จากความคาดหวังว่าแบบสำรวจ ZEW เยอรมนีจะแย่ลง และความเสี่ยงตลาดหุ้นปรับลงจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี ความอ่อนค่าที่คาดไว้ไม่เกิดขึ้นตามนั้น
ต่อมาเห็นว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ZEW ของเยอรมนี หลังอ่อนตัวช่วงสั้น ๆ ในเดือนพฤษภาคม 2025 กลับฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงฤดูร้อน และออกมาเป็นบวกที่ +8.5 ในเดือนสิงหาคม 2025 หลังคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรม (industrial orders: ยอดคำสั่งซื้อจากโรงงาน/ภาคการผลิต) แข็งแกร่งกว่าคาด การทรุดตัวต่อเนื่องของความเชื่อมั่นไม่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ที่ถือสถานะขาย (shorts: การเดิมพันว่าราคาจะลง) หลายรายตั้งรับไม่ทัน สะท้อนความเสี่ยงของการพึ่งพาแบบสำรวจความเชื่อมั่นมากเกินไปในช่วงที่ข้อมูลเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นที่กังวลว่าจะปรับฐานในกลางปี 2025 ก็ไม่เกิดขึ้น โดย S&P 500 กลับเพิ่มขึ้นกว่า 3% ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว แปลว่าแรงรับความเสี่ยงยังแข็งแรง ภาวะนี้ไม่เข้ากับ EUR/USD ที่อ่อนค่า และชี้ว่าคู่เงินผูกกับบรรยากาศตลาดโดยรวมมากกว่าข่าวภูมิรัฐศาสตร์รายวันในช่วงนั้น การทะลุ 1.180 ที่เคยมองว่ายืนไม่ได้ กลายเป็นแนวรับใหม่ช่วงปลายฤดูร้อน
จากบทเรียนดังกล่าว ควรระวังการวางสถานะเดิมพันยูโรอ่อนแรงมากจาก “ความเชื่อมั่น” เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อ ECB ยังมีท่าทีเข้มงวดกว่าเฟด (policy divergence: แนวทางดอกเบี้ยต่างกันระหว่างธนาคารกลาง) บทเรียนปีก่อนคือความต่างของนโยบายธนาคารกลางเป็นแรงพยุงสำคัญให้คู่เงิน ดังนั้น การขายยูโรแบบหนัก ๆ ในจุดนี้ให้สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (risk-reward: คุ้มเสี่ยงหรือไม่) ที่ไม่ดี