นักวิเคราะห์ของโนมูระมองว่า สงครามอิหร่านอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักร (UK inflation) สูงกว่าเป้าหมายไปจนถึงกลางปี 2027 โดยทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับว่า “การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน” ส่งผ่านไปสู่การกำหนดราคาของตลาดในวงกว้างมากน้อยแค่ไหน (การส่งผ่านราคา หมายถึง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไปดันต้นทุนและราคาสินค้า/บริการอื่น ๆ ต่อเนื่อง) เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรชะลอลงแล้ว เหลือโต 0.1% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า (quarter-on-quarter: วัดการเติบโตเทียบไตรมาสก่อน) ทั้งในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปี 2025 และพวกเขามองว่าแนวโน้มหลังไตรมาส 1 ปี 2026 อ่อนแรงลงจากความไม่แน่นอนที่มาจากความขัดแย้ง
ผลเลือกตั้งท้องถิ่นช่วงต้นยังบ่งชี้ว่า Reform ทำผลงานแข็งแกร่ง ขณะที่ Labour เผชิญคืนที่ยากลำบาก เพิ่ม “เสียงรบกวนทางการเมือง” (ปัจจัยการเมืองที่ทำให้ตลาดผันผวนและประเมินยาก) ให้กับภาพเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomic: ภาพรวมเศรษฐกิจระดับประเทศ) ที่เปราะบางอยู่แล้ว
ความเสี่ยงสตากเฟลชัน และดอกเบี้ยอาจสูงนาน
เมื่อเงินเฟ้อยังสูงแต่การเติบโตอ่อนแรง ภาพรวมสอดคล้องกับแรงกดดันแบบ “สตากเฟลชัน” (stagflation: เศรษฐกิจโตช้า/ซบเซา แต่เงินเฟ้อสูง) โดยในเดือนเมษายน 2026 ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหราชอาณาจักร (UK CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) ยังอยู่ที่ 4.8% เทียบกับเป้าหมาย 2% ทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการพยุงเศรษฐกิจกับการดึงเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบ (re-anchoring inflation: ทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อกลับมานิ่ง) เพิ่มความเสี่ยงที่นโยบายการเงินจะ “ตึงตัว” นานขึ้น (restrictive policy: ดอกเบี้ยสูง/สภาพคล่องตึง เพื่อกดเงินเฟ้อ) ใกล้เคียงวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยปี 2022–2023 มากกว่าภาพการลดดอกเบี้ยเร็ว
แนวโน้มการเติบโตดูแย่ลงหลังไตรมาส 1 ปี 2026 ต่อเนื่องจากการชะลอตัวในครึ่งหลังของปี 2025 และสะท้อนความอ่อนแรงช่วง “ภาวะถดถอยทางเทคนิค” ปลายปี 2023 (technical recession: จีดีพีติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส) หากต้องการวางกลยุทธ์รับความเสี่ยงขาลงของหุ้น ผู้ลงทุนอนุพันธ์อาจพิจารณา “พุทออปชัน” (put options: สิทธิในการขายที่ราคา/ภายในเวลาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรขาลง) บนดัชนี FTSE 250 เพราะดัชนีนี้มีสัดส่วนบริษัทที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจในประเทศสูงกว่า
ความขัดแย้งอิหร่านถูกมองว่าเป็นแรงกระตุ้นเงินเฟ้อหลักผ่านราคาพลังงาน โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent: ราคามาตรฐานอ้างอิงของน้ำมันดิบตลาดโลก) อยู่ราว 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระดับที่ชวนให้นึกถึงช่วงราคาพุ่งหลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ในมุมป้องกันความเสี่ยงจาก “ช็อกอุปทาน” (supply shock: ปริมาณสินค้าหายไป/ผลิตลดลง ทำให้ราคาเพิ่ม) การถือสถานะ “ซื้อ” น้ำมัน (long exposure: ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) เช่น ผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) เป็นวิธีตรงในการชดเชยผลกระทบเงินเฟ้อและการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงที่เชื่อมกับพลังงาน
ความไม่แน่นอนการเมือง และความเสี่ยงปอนด์อ่อน
ความไม่แน่นอนทางการเมืองยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงเศรษฐกิจ: สัญญาณการแตกกระจายจากการเลือกตั้งท้องถิ่นอาจทำให้ “ส่วนชดเชยความเสี่ยง” สูงขึ้น (risk premia: ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการเพื่อแลกกับความเสี่ยง) และกดดันเงินปอนด์ (GBP) คล้ายเหตุการณ์ในอดีต เช่น ค่าเงินอ่อนหลัง Brexit ปี 2016 และแรงสั่นสะเทือนจาก “มินิบัดเจ็ต” ปี 2022 (mini-budget shock: แผนงบ/ภาษีที่ทำให้ตลาดกังวลเสถียรภาพการคลังจนสินทรัพย์ผันผวน) กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากปอนด์อ่อนอาจรวมถึง “ชอร์ต” GBP/USD (short: ทำกำไรเมื่อราคาลง) หรือซื้อพุทออปชัน GBP/USD โดยควรกำหนดขนาดการลงทุนโดยคำนึงว่า “ความผันผวนค่าเงิน” (currency volatility: ระดับการแกว่งของอัตราแลกเปลี่ยน) สามารถพุ่งขึ้นเร็วรอบเหตุการณ์การเมืองและการประเมินดอกเบี้ยใหม่ของธนาคารกลาง (repricing: ตลาดปรับราคาใหม่ตามข้อมูล/ความคาดหวังใหม่)