กองทุน ETF ทองคำที่มีทองคำแท่งหนุนหลัง (physically backed Gold ETFs: กองทุนที่ถือทองคำจริงไว้เป็นหลักประกัน ไม่ใช่สัญญากระดาษ) ทั่วโลกมีเงินไหลเข้า 6.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ตามข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council). การไหลเข้าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังแรงขายในเดือนมีนาคม เมื่อราคาทองเริ่มทรงตัวหลังปรับลงแรง
สหราชอาณาจักรมียอดเงินไหลเข้ามากกว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยสหรัฐ 845 ล้านดอลลาร์ และฮ่องกง 732 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยุโรปรวม 3.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ทำให้ยอดตั้งแต่ต้นปี (year-to-date: นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน) จากติดลบกลับมาเป็นบวก
กรอบราคาทองคำและปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ 4,400–4,900 ดอลลาร์ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยได้แรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk: ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ขณะที่ความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง (higher interest rates: ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น/สูงนาน) กดดันไม่ให้ราคาปรับขึ้นต่อได้มากนัก
ทองคำถูกใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ และมักถูกมองเป็น “แหล่งเก็บรักษามูลค่า” (store of value: เก็บมูลค่าทรัพย์สินไว้ในระยะยาว) และเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ (hedge against inflation: ลดผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น) รวมถึงการอ่อนค่าของสกุลเงิน (weaker currencies: ค่าเงินลดลง) ทองคำไม่ได้ผูกกับผู้ออกตราสารรายใดรายหนึ่งหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
ธนาคารกลางถือครองทองคำสำรองจำนวนมาก และใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงของเงินสำรอง (diversify reserves: ไม่กระจุกอยู่ในสินทรัพย์ชนิดเดียว) โดยในปี 2022 ธนาคารกลางซื้อเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่าราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์รายปี
โดยทั่วไป ทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับเงินดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ) และสินทรัพย์เสี่ยง (risk assets: หุ้น/สินทรัพย์ที่ผันผวนสูง) รวมถึงตอบสนองต่อความตึงเครียดทางการเมือง ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย (recession fears: ความเสี่ยงเศรษฐกิจหดตัว) และการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย