สื่อสหรัฐฯ และอิหร่านรายงานเมื่อวันศุกร์ว่าเกิดความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งใหม่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ผู้สื่อข่าว Fox News โพสต์บน X ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ต่อเรือบรรทุกน้ำมันว่างหลายลำที่พยายามฝ่า “การปิดล้อม” (blockade: การสกัดกั้นไม่ให้มีการเดินเรือผ่าน)
สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดในเมืองซีริก (Sirik) เมืองท่าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการในขณะรายงาน
โฟกัสตลาดหันไปที่ “อุปสงค์” มากขึ้น
ตลาดรอถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการจากวอชิงตันหรือเตหะราน ขณะที่นักลงทุนยังจับตาความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้ง ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI: ราคามาตรฐานน้ำมันสหรัฐฯ) ร่วง 2.83% ในวันศุกร์ มาอยู่ที่ 91.90 ดอลลาร์ ณ เวลาที่รายงาน
เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ทางทหารใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ การตอบสนองของตลาดถือว่า “ผิดปกติ” เพราะโดยทั่วไปเหตุยกระดับเช่นนี้มักดันราคาน้ำมันพุ่ง แต่ครั้งนี้ WTI กลับปรับลง สะท้อนว่านักลงทุนกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวในวงกว้างมากกว่า “ความเสี่ยงด้านอุปทานทันที” (supply disruption: การผลิตหรือขนส่งสะดุดจนของขาด)
คาดว่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน) จะเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า นั่นหมายความว่า “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อ/ขาย แต่ไม่บังคับ) บนสัญญาน้ำมันล่วงหน้าและกองทุน ETF อย่าง USO (กองทุนที่อิงราคาน้ำมัน) จะมีราคาแพงขึ้นเมื่อความไม่แน่นอนเพิ่ม นักลงทุนอาจใช้กลยุทธ์ “ลองสแตรดเดิล” (long straddle: ซื้อออปชันซื้อและออปชันขายพร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง)
การปรับลงของราคาอาจเชื่อมโยงกับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด เพราะตลาดให้น้ำหนักกับ “อุปสงค์หายไป” (demand destruction: ผู้บริโภคและธุรกิจใช้น้ำมันน้อยลงจากเศรษฐกิจชะลอ/ราคาสูง) มากกว่าความเสี่ยงด้านอุปทาน ตัวอย่างเช่น ข้อมูลล่าสุดจาก EIA (Energy Information Administration: หน่วยงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐฯ) ระบุว่า “สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ” (crude inventories: ปริมาณน้ำมันที่เก็บในคลัง) เพิ่มขึ้นแบบไม่คาดคิด 1.8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางกับคาดการณ์ว่าจะลดลง และสอดคล้องกับแนวโน้มตัวเลขอุปสงค์โลกที่อ่อนกว่าคาดต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1/2026
สถานการณ์ครั้งนี้ต่างจากในอดีต เช่น หลังเหตุโจมตีด้วยโดรนต่อโรงงานน้ำมันซาอุดีอาระเบียในเดือนกันยายน 2019 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent: ราคามาตรฐานน้ำมันทะเลเหนือ ใช้อ้างอิงสากล) เคยพุ่งได้สูงสุดราว 19% ภายในวันเดียว แต่รอบนี้ราคากลับเคลื่อนไหวจำกัดหรือแม้แต่ติดลบ สะท้อนว่าตลาดหันไปให้ความสำคัญกับ “ด้านอุปสงค์” มากขึ้น
การวางสถานะในออปชันและบริบทในอดีต
หากย้อนไปช่วงความกังวลด้านอุปทานระยะสั้นปลายปี 2025 ก็เคยเห็นรูปแบบคล้ายกัน คือราคาพุ่งช่วงแรกก่อนอ่อนตัวลงเร็ว จากระดับสต็อกโลกที่สูงช่วยลดความตื่นตระหนก ดูเหมือนขณะนี้ตลาดกำลังประเมินว่ามี “กันชน” รองรับความเสี่ยงการสะดุดของอุปทานอยู่มากในระยะสั้น
สำหรับช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ภาพ “ราคาลดลงแต่ความผันผวนเพิ่มขึ้น” ทำให้การซื้อ “คอลออปชันนอกเงิน” (out-of-the-money call: ออปชันซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบัน มักราคาถูกกว่าแต่ต้องให้ราคาขึ้นแรงจึงคุ้ม) น่าสนใจ เพราะเป็นต้นทุนไม่สูงในการคาดหวังการเด้งกลับแรง หากความขัดแย้งยกระดับในช่วงสุดสัปดาห์