ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (Nonfarm Payrolls: จำนวนงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นนอกภาคเกษตร) เพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเมษายน หลังเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่ง (ปรับจาก 178,000) และสูงกว่าคาดการณ์ 62,000 ตำแหน่ง อัตราว่างงาน (Unemployment Rate: สัดส่วนผู้ว่างงานต่อกำลังแรงงาน) ทรงตัวที่ 4.3% อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labour Force Participation Rate: สัดส่วนคนวัยทำงานที่ทำงานหรือหางาน) ลดลงมาอยู่ที่ 61.8% จาก 61.9% และรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings: ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง) เพิ่มขึ้น 3.6% เทียบรายปี จาก 3.4% (ต่ำกว่าคาด 3.8%)
BLS (Bureau of Labor Statistics: หน่วยงานสถิติแรงงานของสหรัฐ) ปรับตัวเลขการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ลง 23,000 ตำแหน่งเป็น -156,000 และปรับเดือนมีนาคมขึ้น 7,000 ตำแหน่งเป็น +185,000 รวมแล้วเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมต่ำกว่าที่รายงานก่อนหน้า 16,000 ตำแหน่ง
ปฏิกิริยาของดอลลาร์และความคาดหวังของตลาด
แม้ข้อมูลจะออกมาดีกว่าคาด ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ค่าความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 97.88 ณ เวลาที่เผยแพร่ ก่อนประกาศ ตลาดคาดว่าจะเห็นการจ้างงานเพิ่ม 62,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงาน 4.3% ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างคาดที่ 3.8% เทียบกับ 3.5% ก่อนหน้า
ตัวชี้วัดล่าสุดอื่น ๆ ได้แก่ ADP private payrolls (ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP: รายงานเอกชนที่ใช้เป็นสัญญาณล่วงหน้าก่อนตัวเลขทางการ) ที่ +109,000 ในเดือนเมษายน หลัง +61,000 (ปรับจาก 62,000) และดัชนีการจ้างงานภาคบริการของ ISM (ISM services employment index: องค์ประกอบการจ้างงานในผลสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ) อยู่ที่ 48 ในเดือนเมษายน เทียบกับ 45.2 ในเดือนมีนาคม
CME FedWatch (เครื่องมือประเมินความน่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจากราคาฟิวเจอร์ส) ชี้ว่ามีโอกาสราว 70% ที่อัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ 3.5%–3.75% ภายในสิ้นปี 2026 โดยมีโอกาส 13% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps (basis points: หน่วย 0.01% ดังนั้น 25 bps = 0.25%) และเกือบ 17% ที่จะลดดอกเบี้ย 25 bps
ย้อนดูรายงานจ้างงานเดือนเมษายน 2025 ตัวเลขหัวข้อหลัก (headline print: ตัวเลขหลักที่พาดหัว) 115,000 สูงกว่าคาด แต่ดอลลาร์กลับอ่อนค่า สะท้อนว่าปฏิกิริยาตลาดไม่ได้เป็นเส้นตรง และอาจถูกกดดันจากความต้องการรับความเสี่ยง/หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk sentiment: บรรยากาศการลงทุนโดยรวม)
นัยต่อการเทรดตราสารอนุพันธ์
สำหรับผู้เทรดตราสารอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์ เช่น ออปชันและฟิวเจอร์ส) สภาพแวดล้อมแบบนี้สะท้อน “ความผันผวน” มากกว่าทิศทางชัดเจน สัญญาณที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลจ้างงานและเงินเฟ้อทำให้เส้นทางนโยบายของเฟดไม่แน่นอน เพิ่มความเสี่ยงต่อการวางเดิมพันทิศทางดอกเบี้ย
กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรง เช่น ซื้อสแตรดเดิล (straddle: ซื้อออปชัน Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) หรือสแตรงเกิล (strangle: ซื้อ Call และ Put คนละราคาใช้สิทธิ มักต้นทุนต่ำกว่าแต่ต้องการการแกว่งมากกว่า) บนคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD ก่อนรายงานเงินเฟ้อครั้งถัดไป
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ออปชัน Call บน VIX (VIX: ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐที่อิงจากออปชัน S&P 500) มีความน่าสนใจ เพราะดัชนีอยู่ใกล้ระดับปานกลางทางประวัติศาสตร์ที่ 16 ข้อมูลที่ออกมา “เซอร์ไพรส์” อาจทำให้ความผันผวนพุ่งขึ้นได้