EUR/USD ปรับขึ้น 0.2% ก่อนเปิดตลาดอเมริกาเหนือวันพฤหัสบดี ต่อเนื่องจากการฟื้นตัวที่ขับเคลื่อนด้วย “บรรยากาศตลาด” (sentiment: ความรู้สึกและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงนั้น) แม้ตลาดจะลดคาดการณ์ว่า ECB จะเข้มงวดนโยบายการเงินลง
ขณะนี้ตลาดประเมินว่า ECB จะ “ขึ้นดอกเบี้ย” (tightening: การทำให้นโยบายการเงินตึงตัว โดยใช้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อกดเงินเฟ้อ) ในเดือนมิ.ย. ราว 19 bps (basis points: 1 bps = 0.01%) และเดือนก.ย. ใกล้ 50 bps คำสั่งซื้อภาคโรงงานของเยอรมนีดีขึ้น และยอดค้าปลีกยูโรโซนยังทรงตัว แต่แรงขับหลักยังมาจากบรรยากาศการรับความเสี่ยงในตลาด
มุมมองขาขึ้นและระดับสำคัญ
บนกราฟ EUR/USD ยังเป็น “แนวโน้มขาขึ้น” (bullish: คาดว่าจะขึ้น) โดยมีแนวรับ (support: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุง) แถว 1.16 กลาง ๆ ระดับเป้าด้านบนถัดไปคือ 1.1825 ซึ่งเป็นระดับฟีโบนัชชี 61.8% (Fibonacci: เครื่องมือวิเคราะห์เทคนิคที่ใช้สัดส่วนตัวเลขเพื่อหาแนวรับ/แนวต้าน)
หากทะลุ 1.1825 ได้ อาจเปิดทางให้เกิดการ “ย้อนกลับเต็มช่วง” (full retracement: ราคากลับไปยังจุดเริ่มของการปรับตัวลงก่อนหน้า) และกลับขึ้นเหนือ 1.20 ระยะสั้นคาดว่าจะเคลื่อนไหวแบบ “แกว่งในกรอบ” (range-bound: ขึ้นลงในช่วงจำกัด) ระหว่าง 1.1720–1.1820
ความต่างนโยบายและกลยุทธ์
วันนี้ภาพรวมถูกขับเคลื่อนด้วย “ความต่างของนโยบายการเงิน” (policy divergence: ธนาคารกลางสองฝั่งเดินนโยบายคนละทิศ) ที่ชัดเจนขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยเงินเฟ้อยูโรโซนชะลอลงมาแถว 1.9% ทำให้ ECB เริ่มพูดถึงโอกาส “ลดดอกเบี้ย” ในไตรมาส 3 ตรงข้ามกับสหรัฐที่ตลาดแรงงานยังแข็งแรง และเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนอย่างอาหารและพลังงาน) ล่าสุด 3.1% ทำให้เฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนานกว่า
ภาพพื้นฐานนี้หนุนกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากยูโรอ่อนค่า เช่น ซื้อออปชันแบบ “พุต” ของ EUR/USD (put option: สิทธิในการขายที่ราคาเป้าหมาย) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดในสัญญา) ต่ำกว่าระดับ 1.1200 เพื่อวางแผนรับการปรับลงไปยังแนวรับเชิงจิตวิทยา (psychological support: ระดับตัวเลขกลม ๆ ที่ตลาดให้ความสำคัญ) แถว 1.1000 โดยเป็นวิธีที่จำกัดความเสี่ยงไว้ชัดเจน ทั้งนี้ส่วนต่างดอกเบี้ย (interest rate differential: ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ/สกุลเงิน) กำลังกว้างขึ้นและเอื้อเงินดอลลาร์
เมื่อ “ความผันผวนโดยนัย” ในออปชัน (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน) อยู่ระดับปานกลาง อีกทางเลือกคือขายสเปรดคอลแบบไกลราคาตลาด (out-of-the-money call spread: กลยุทธ์ขายออปชันคอลที่อยู่นอกช่วงได้กำไร โดยทำเป็นคู่เพื่อจำกัดความเสี่ยง) เพื่อรับพรีเมียม (premium: ค่าออปชันที่ผู้ซื้อจ่าย) ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า การตั้ง “เพดาน” แถวแนวต้าน (resistance: ระดับราคาที่มักมีแรงขายกดไว้) 1.1350 ช่วยสะท้อนมุมมองเชิงลบถึงทรงตัวต่อคู่เงิน และเหมาะกับภาวะแกว่งในกรอบก่อนการประชุมธนาคารกลางครั้งถัดไป