EUR/USD ปรับขึ้นวันพุธ ท่ามกลางรายงานว่ามีความคืบหน้าไปสู่ข้อตกลงสหรัฐ–อิหร่านที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกดดันเงินดอลลาร์สหรัฐและหนุนเงินยูโร โดยคู่เงินเคลื่อนไหวใกล้ 1.1750 เพิ่มขึ้นเกือบ 0.50% หลังแตะ 1.1796 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 17 เมษายน
Axios รายงานว่า วอชิงตันและเตหะรานกำลังเข้าใกล้ข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม และวาง “กรอบ” สำหรับการเจรจานิวเคลียร์เชิงรายละเอียด (กรอบ = แนวทาง/ข้อตกลงเบื้องต้นก่อนลงรายละเอียด) รายงานระบุว่าอิหร่านอาจ “หยุด” การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (nuclear enrichment = กระบวนการเพิ่มสัดส่วนยูเรเนียมที่ใช้ในโครงการพลังงาน/อาวุธ) ขณะที่สหรัฐจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร (sanctions = การลงโทษทางเศรษฐกิจ/การเงิน) และปล่อยเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดไว้หลายพันล้านดอลลาร์ (frozen funds = เงินที่ถูกระงับการใช้) โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะยุติการปิดกั้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz = เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก)
Market Reaction And Positioning
หลังรายงานดังกล่าว ราคาน้ำมันปรับลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields = ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร) ลดลง ช่วยลดความกังวลเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน และลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve/Fed = ธนาคารกลางสหรัฐ) ในการเข้มงวดนโยบายการเงิน (tighten policy = ขึ้นดอกเบี้ย/ลดสภาพคล่อง) นักลงทุนกลับไป “ประเมินราคา” โอกาสที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยภายในสิ้นปี (pricing in = สะท้อนความคาดหวังเข้าไปในราคาตลาด)
อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นของ EUR/USD ถูกจำกัดจากความไม่แน่นอน หลังโดนัลด์ ทรัมป์เตือนว่าอาจกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหาร หากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง ด้าน ISNA ของอิหร่านระบุว่าบางส่วนของรายงานเป็น “การคาดเดา” และมองว่าข้อเรียกร้องของสหรัฐ “สูงเกินจริงและเป็นไปได้ยาก”
ต่อมาเงินดอลลาร์ทรงตัว โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY = ดัชนีวัดความแข็งค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) อยู่ราว 97.98 หลังทำจุดต่ำสุดระหว่างวัน 97.62 ข้อมูล ADP ระบุการจ้างงานภาคเอกชน (private payrolls = จำนวนการจ้างงานของเอกชน) เพิ่มขึ้น 109,000 ตำแหน่งในเดือนเมษายน จาก 61,000 ในเดือนมีนาคม สูงกว่าคาด 99,000
อัลแบร์โต มูซาเลม ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่าเงินเฟ้อ “สูงกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ” และเงินเฟ้อพื้นฐาน (underlying inflation = แนวโน้มเงินเฟ้อที่ตัดผลของรายการผันผวน เช่น อาหารและพลังงาน) ยังต้องจับตา ความสนใจของตลาดหันไปที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (US Jobless Claims = ตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์) วันพฤหัสบดี และรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls/NFP = ตัวเลขการจ้างงานรายเดือนที่สำคัญของสหรัฐ) วันศุกร์
Lessons From Prior Geopolitical Spikes
เคยเกิดสถานการณ์คล้ายกันในปี 2025 เมื่อ EUR/USD พุ่งจากข่าวความเป็นไปได้ของข้อตกลงสหรัฐ–อิหร่าน แต่แรงขึ้นอยู่ไม่นานและอ่อนตัวลง เหตุการณ์นั้นสะท้อนว่า “พาดหัวข่าวการเมืองระหว่างประเทศ” (geopolitical headlines = ข่าวความขัดแย้ง/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) ทำให้ราคาแกว่งแรงได้ แต่หากปัจจัยเศรษฐกิจพื้นฐานไม่รองรับ การเคลื่อนไหวมักสั้น
ท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ข่าวการลดความรุนแรง (de-escalation = การคลี่คลายความตึงเครียด) อาจจุดกระแสรับความเสี่ยง (risk-on = นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้น ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง) ทำให้ดอลลาร์อ่อนชั่วคราวได้ อย่างไรก็ดี อารมณ์ตลาดอาจกลับทิศเร็ว จึงควรมองแรงหนุนฉับพลันใน EUR/USD เป็นจังหวะตามเทรนด์หลักมากกว่า
ภาพพื้นฐานวันนี้ต่างจากช่วงปี 2025 โดยน้ำมันดิบ WTI (WTI crude oil = ราคาน้ำมันอ้างอิงสหรัฐ) ทรงตัวเหนือ 85 ดอลลาร์/บาร์เรล และดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI = ตัวชี้วัดเงินเฟ้อผู้บริโภค) ล่าสุดอยู่ที่ 3.1% ทำให้ความกังวลเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นหลักของเฟด ต่างจากปีที่แล้วที่ราคาน้ำมันร่วงแรงจนตลาดหวังการลดดอกเบี้ย
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivative traders = ผู้เทรดเครื่องมือที่อ้างอิงสินทรัพย์ เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) แนวทาง “ขายความผันผวน” (selling volatility = กลยุทธ์รับประโยชน์เมื่อความผันผวนลดลง โดยมักทำผ่านการขายออปชัน) เมื่อ EUR/USD รีบาวด์ อาจเหมาะสม เช่น การขายคอลออปชันที่อยู่นอกระดับราคาเป้าหมาย (out-of-the-money call options = ออปชันซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบัน) หรือทำสเปรดคอลขาลง (bear call spreads = ขายคอลและซื้อคอลที่สูงกว่า เพื่อจำกัดความเสี่ยง) เหนือแนวต้าน 1.0950 เพื่อรับค่าเบี้ยประกัน (premium = เงินที่ได้รับ/จ่ายในการซื้อขายออปชัน) ดัชนี VIX (VIX = ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ) อยู่แถว 14.5 ซึ่งถือว่าต่ำแต่สามารถพุ่งจากข่าวได้
นอกจากนี้ ความต่างด้านนโยบาย (policy divergence = ทิศทางดอกเบี้ย/นโยบายการเงินที่ต่างกัน) ระหว่างธนาคารกลางชัดขึ้น โดยเฟดส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยตลอดช่วงฤดูร้อน ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB = ธนาคารกลางยุโรป) เตรียมลดดอกเบี้ยได้ในเดือนกรกฎาคม หลังเงินเฟ้อยูโรโซนลดลงสู่ 2.2% ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเงินยูโรต่อไป