ข้อมูล PMI ของยูโรโซนอ่อนตัวลงในเดือนเมษายน โดย PMI รวม (Composite PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมของภาคการผลิตและบริการ) ลดลงมาอยู่ที่ 48.8 จาก 50.7 ในเดือนมีนาคม ต่ำสุดในรอบ 17 เดือน และกลับเข้าสู่ภาวะหดตัว (Contraction: ค่าต่ำกว่า 50 สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง
ภาคบริการอ่อนแอกว่าตัวเลขรวม โดย PMI ภาคบริการ (Services PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ) ลดลงมาอยู่ที่ 47.6 ต่ำสุดในรอบ 62 เดือน
แรงกดดันด้านราคาสูงขึ้น
แรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้นพร้อมกัน โดยต้นทุนปัจจัยการผลิต (Input costs: ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน) เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 40 เดือน และราคาขาย (Output prices: ราคาที่ผู้ผลิต/ผู้ให้บริการตั้งขายให้ลูกค้า) เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี
ราคาผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial producer prices: ราคาสินค้าที่โรงงานขายออกจากหน้าโรงงาน หรือ PPI) ปรับขึ้นในเดือนมีนาคมด้วย โดยเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายเดือน (month on month: เทียบกับเดือนก่อน) หลังจากลดลง 0.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ และการเติบโตเทียบรายปี (annual growth: เทียบกับปีก่อน) อยู่ที่ 2.1%
การคาดการณ์ของตลาดสะท้อนว่าแนวทางนโยบายของ ECB (ธนาคารกลางยุโรป) จะไม่ต่างจากธนาคารกลางหลักอื่นมากนัก รายงานนี้เพิ่มความเสี่ยงที่เงินยูโรจะอ่อนค่ากว่าสกุลเงินอื่น หากอุปสงค์ (Demand: ความต้องการซื้อ) ยังอ่อนแอ และการขึ้นดอกเบี้ยทำได้จำกัด
ผลต่อการเทรดเงินยูโร
ขณะเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ลดลง ราคาผู้ผลิตพุ่ง 3.4% ในเดือนมีนาคม และข้อมูล CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค) เดือนเมษายน 2026 ล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวน เช่น อาหารและพลังงาน) ยังทรงตัวสูงที่ 2.7% สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางมาก ภาพรวม “โตช้าแต่เงินเฟ้อสูง” เพิ่มความเสี่ยงภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจซบเซาพร้อมเงินเฟ้อสูง)
ตลาดเคยเชื่อว่า ECB จำเป็นต้องเดินตามทิศทางนโยบายของประเทศอื่น แต่มุมมองนี้เริ่มถูกทดสอบ หลังวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ย (Rate hikes: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ต่อเนื่องในปี 2025 ECB อาจต้อง “ชะลอหรือหยุดขึ้นดอกเบี้ย” ต่างจากสหรัฐฯ ที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm payrolls: จำนวนการจ้างงานใหม่ที่ไม่นับภาคเกษตร) ล่าสุดเพิ่มขึ้น 195,000 ตำแหน่ง ความแตกต่างนี้ชี้ว่าเงินยูโรอาจอ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับสกุลเงินอย่างดอลลาร์
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (Derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) แนวคิดนี้เอื้อต่อการวางสถานะรับยูโรอ่อนค่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยการซื้อออปชัน Put ของ EUR/USD (Put option: สิทธิในการขายที่ราคาใช้สิทธิ ช่วยทำกำไรเมื่อราคาลดลง) ที่หมดอายุเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม เป็นทางเลือกเพื่อเก็งว่า ECB จะถูกบีบให้ “พัก” วัฏจักรคุมเข้มนโยบาย (Tightening cycle: ช่วงขึ้นดอกเบี้ย/ลดสภาพคล่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) หากธนาคารกลางให้น้ำหนักกับการพยุงอุปสงค์มากกว่าการสกัดเงินเฟ้อ เงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง
เรายังมองการสะท้อนมุมมองนี้ผ่านคู่เงินอื่น เช่น เปิดสถานะขาย EUR/GBP (Short EUR/GBP: คาดยูโรอ่อนค่ากว่าปอนด์) เนื่องจากธนาคารกลางอังกฤษดูยึดเป้าหมายเงินเฟ้อมากกว่าในระยะนี้ สถานการณ์คล้ายช่วงปี 2011-2012 ที่ ECB ลังเลท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจ จนนำไปสู่ช่วงยูโรอ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งยังบ่งชี้ว่า “ความผันผวนของค่าเงินยูโร” (Currency volatility: การแกว่งตัวของราคา) อาจเพิ่มขึ้น และอาจต่อยอดเป็นโอกาสผ่านออปชัน Straddle (กลยุทธ์ซื้อทั้ง Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง)