นักกลยุทธ์ของ OCBC ได้แก่ ซิม โมห์ เซียง และคริสโตเฟอร์ หว่อง คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชียจะเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน หลังการหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยัง “เปราะบาง” ช่วยกดราคาน้ำมันให้ลดลงจากระดับสูงล่าสุด แต่ยังไม่ทำให้ความตึงเครียดหมดไป โดยมองว่าสถานการณ์เป็นเพียง “พักรบชั่วคราวแบบไม่มั่นคง” มากกว่าจะเป็นการลดความตึงเครียดอย่างชัดเจน
ทั้งสองคาดว่าเงินสกุลที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมันจะถูกกดดัน ได้แก่ รูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR), รูปีอินเดีย (INR), เปโซฟิลิปปินส์ (PHP) และบาทไทย (THB) พร้อมระบุถึงความตึงเครียดรอบใหม่ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และช่องแคบฮอร์มุซ
การหยุดยิงที่เปราะบาง และ “ส่วนเพิ่มความเสี่ยง” ของราคาน้ำมัน
ด้านเงินสกุลที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีมีแนวโน้มยืนได้ดีกว่า เช่น ดอลลาร์ไต้หวัน (TWD) และวอนเกาหลีใต้ (KRW) รวมถึงริงกิตมาเลเซีย (MYR) ที่อาจแข็งค่ากว่าเล็กน้อย
รายงานระบุว่าราคาน้ำมันอ่อนตัวจากระดับสูงล่าสุด หลังการหยุดยิงดูเหมือนยังคงอยู่ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการยิงตอบโต้กันเป็นระยะ
ขณะนี้การหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่านยังประคองตัวได้ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันลดลงจากระดับพุ่งแรงช่วงวิกฤตที่เห็นในปี 2025 อย่างไรก็ดี การคลี่คลายความตึงเครียดยัง “เปราะบาง” และความเสี่ยงรอบช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้ราคาพลังงานมี “ส่วนเพิ่มความเสี่ยง” (risk premium: ราคาถูกบวกเพิ่มเพื่อชดเชยความไม่แน่นอน/ความเสี่ยงที่อาจเกิดเหตุรุนแรง) โดยน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวแถว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสนี้ ซึ่งยังเป็นระดับที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
ภาพแวดล้อมดังกล่าวบ่งชี้ว่าเงินสกุลที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน เช่น รูเปียห์อินโดนีเซียและรูปีอินเดีย ยังมีแรงกดดันต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น รูปีอินเดียอ่อนค่ามากกว่า 1% เทียบดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ใกล้ระดับ 84.50 ผู้ค้าควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่า เช่น ซื้อออปชันขาย (put: สิทธิในการขายเงิน/สินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนด ใช้ทำกำไรหรือป้องกันความเสี่ยง) บนเปโซฟิลิปปินส์หรือบาทไทย เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนนำเข้า (import-driven inflation: เงินเฟ้อที่เกิดจากราคาสินค้านำเข้า/พลังงานแพงขึ้น)
กลยุทธ์เก็งกำไรส่วนต่าง โดยไม่รับความเสี่ยงดอลลาร์สหรัฐ
ในทางตรงกันข้าม เงินสกุลที่เชื่อมโยงกับภาค AI และเทคโนโลยีมีแรงหนุนพื้นฐาน ไต้หวันมีคำสั่งซื้อส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบรายปี (year-over-year: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ในไตรมาส 1 ปี 2026 ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์ไต้หวันเพิ่มขึ้น มุมมองคือ การขายออปชันซื้อดอลลาร์สหรัฐที่อยู่นอกกรอบราคา (out-of-the-money USD calls: ออปชันซื้อดอลลาร์ที่ “ยังไม่คุ้มใช้สิทธิ” เพราะราคาปัจจุบันไม่ถึง/ไม่เกินระดับที่กำหนด มักใช้รับเบี้ยประกัน) เทียบกับ TWD หรือวอนเกาหลี อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรับประโยชน์จากอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีที่ยังแข็งแรง
แนวทางที่ตรงที่สุดอาจเป็น “กลยุทธ์เก็งกำไรส่วนต่าง” (relative value trades: ซื้อสินทรัพย์/สกุลเงินที่คาดว่าแข็งกว่า และขายตัวที่คาดว่าอ่อนกว่า เพื่อเล่นส่วนต่าง) ที่ตัดดอลลาร์สหรัฐออกจากสมการ โดยมองโอกาสใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบชำระส่วนต่าง (non-deliverable forwards, NDF: สัญญาล่วงหน้าที่ไม่ส่งมอบเงินจริง แต่ชำระกำไร/ขาดทุนเป็นเงินสด) เพื่อถือ “สถานะซื้อ” (long: คาดว่าจะแข็งค่า) ในดอลลาร์ไต้หวัน เทียบกับ “สถานะขาย” (short: คาดว่าจะอ่อนค่า) ในรูปีอินเดีย โครงสร้างแบบนี้ซึ่งเป็นอนุพันธ์ (derivative: สัญญาทางการเงินที่มูลค่าผูกกับสินทรัพย์อ้างอิง) ช่วยเน้นความแตกต่างระหว่างวัฏจักรส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่แข็งแรง กับภาระต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ยังสูง