ราคาเงินปรับขึ้นในวันพุธ โดย XAG/USD อยู่ที่ 76.78 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เพิ่มขึ้น 5.42% จาก 72.83 ดอลลาร์ในวันอังคาร
ตั้งแต่ต้นปี ราคาปรับขึ้นแล้ว 8.01% อีกหนึ่งหน่วยวัดคือ 2.47 ดอลลาร์ต่อกรัม
อัปเดตอัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold/Silver Ratio)
อัตราส่วนทองคำต่อเงินอยู่ที่ 61.16 ในวันพุธ ลดลงจาก 62.56 ในวันอังคาร อัตราส่วนนี้บอกว่า “ต้องใช้เงินกี่ออนซ์” จึงมีมูลค่าเท่ากับ “ทองคำ 1 ออนซ์”
เงินเป็นโลหะมีค่า สามารถซื้อขายได้เป็นเหรียญหรือแท่ง หรือซื้อผ่านกองทุน ETF (กองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น) ที่ติดตามราคาของเงิน โดยเงินยังถูกใช้เป็น “สินทรัพย์เก็บมูลค่า” หมายถึงถือไว้เพื่อรักษามูลค่า และเป็น “สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน” หมายถึงใช้แทนเงินตราในการซื้อขายในบางบริบท
ราคามีโอกาสได้รับผลจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (ความตึงเครียดระหว่างประเทศ), ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย, อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดนี้กำหนดราคาเป็นดอลลาร์ ด้านอุปทานรวมถึงผลผลิตจากเหมือง, การรีไซเคิล และระดับความต้องการซื้อ
การใช้ในภาคอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งผลต่อราคาได้ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐ จีน และอินเดีย โดยเงินมักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกับทองคำ และอัตราส่วนทองคำต่อเงินถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบว่าทั้งสอง “แพง-ถูก” เมื่อเทียบกันอย่างไร
ข้อพิจารณากลยุทธ์ออปชัน (Options)
เมื่อราคาเงินมีแรงส่งขาขึ้นชัดเจนและเพิ่มขึ้นรายวัน 5.42% ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ระดับความผันผวนที่ตลาด “คาด” และสะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) ของออปชันเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก ทำให้การซื้อคอลออปชัน (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาที่กำหนด) ตรงๆ มีต้นทุนแพงขึ้น จึงควรมองหากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งจากทิศทางราคาและค่าเบี้ยประกันที่สูง (premium: ราคาออปชัน) การขึ้นมาแตะ 76.78 ดอลลาร์ต่อยอดจากการเพิ่มขึ้นราว 8% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน
อัตราส่วนทองคำต่อเงินลดลงเหลือ 61.16 หมายถึงเงินทำผลงานดีกว่าทองคำในช่วงนี้ มุมมองหนึ่งคือเป็นโอกาสทำ “เทรดเป็นคู่” (pairs trading: ซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายอีกสินทรัพย์หนึ่งพร้อมกันเพื่อเก็งกำไรส่วนต่าง) เช่น ซื้อสัญญาฟิวเจอร์สเงินและขายสัญญาฟิวเจอร์สทองคำ เพื่อหวังทำกำไรจากอัตราส่วนที่แคบลง ฟิวเจอร์ส (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคา/วันส่งมอบ) ช่วยให้เปิดสถานะได้โดยใช้เงินประกัน (margin: เงินวางค้ำประกัน) ในอดีตอัตราส่วนนี้มักสูงกว่านี้ โดยค่าเฉลี่ยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ช่วง 70–80 ดังนั้นหากลดลงต่อเนื่องอาจสะท้อน “การเปลี่ยนสภาพตลาดครั้งใหญ่” ที่เอื้อต่อเงิน
แรงหนุนสำคัญมาจากความต้องการในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นจุดต่างจากทองคำ ข้อมูลอุตสาหกรรมล่าสุดระบุว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ทั่วโลกในไตรมาส 1/2026 เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเมื่อเงินเป็นส่วนประกอบสำคัญ การใช้จริงในอุตสาหกรรมช่วยพยุงราคาได้
ด้านมหภาคยังสนับสนุนการปรับขึ้น รอบคำแถลงของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เดือนก่อนที่ส่งสัญญาณอาจ “พัก” การขึ้นดอกเบี้ย ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) อ่อนลงมาที่ 101.50 ต่ำสุดของปี สินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผล (yieldless asset: ถือแล้วไม่ได้ดอกเบี้ยเหมือนพันธบัตร/เงินฝาก) และกำหนดราคาเป็นดอลลาร์อย่างเงิน มักได้ประโยชน์เมื่อคาดการณ์ดอกเบี้ยลดลงและดอลลาร์อ่อนค่า
อย่างไรก็ดีควรระวัง โดยนึกถึงการกลับทิศรุนแรงในไตรมาส 3/2025 ตอนนั้นราคาเงินพุ่งจากความคาดหวังคล้ายกัน ก่อนถูกเทขายอย่างรวดเร็วหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาสูงเกินคาด เหตุการณ์นี้ย้ำว่าการถือสถานะอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ต้องมีการกำหนดความเสี่ยงชัดเจน
เมื่อความผันผวนโดยนัยสูง แนวทางหนึ่งที่จับตาคือการขายสเปรดพุตนอกเงิน (out-of-the-money put spread: กลยุทธ์ขายพุตที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่าราคาตลาด และซื้อพุตอีกตัวที่ต่ำกว่าเพื่อจำกัดความเสี่ยง) บนฟิวเจอร์สเงินหรือ ETF ที่เกี่ยวข้อง กลยุทธ์นี้ทำเพื่อเก็บค่าเบี้ยประกัน พร้อมสะท้อนมุมมองเชิงบวกถึงทรงตัวต่อสินทรัพย์อ้างอิง โดยมีโอกาสทำกำไรหากราคาเงินขึ้นต่อ แกว่งตัวออกข้าง หรือปรับลงเล็กน้อย และกำหนดความเสี่ยงสูงสุดได้ตั้งแต่ต้น