ราคาทองคำในอินเดียปรับขึ้นในวันพุธ ตามข้อมูลที่ FXStreet รวบรวม โดยทองคำอยู่ที่ 14,266.94 รูปีต่อกรัม เพิ่มขึ้นจาก 13,975.40 รูปีในวันอังคาร
ทองคำเพิ่มขึ้นเป็น 142,663.40 รูปีต่อ 10 กรัม และขยับขึ้นเป็น 166,399.80 รูปีต่อโทลา จาก 163,006.40 รูปีเมื่อวันก่อน
มาตรฐานอ้างอิงราคาทองคำ
ราคาต่อทรอยออนซ์อยู่ที่ 443,751.70 รูปี โดย FXStreet คำนวณตัวเลขเหล่านี้จากการแปลงราคาทองคำในตลาดโลกด้วยอัตรา USD/INR (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อรูปีอินเดีย) ให้อยู่ในหน่วยท้องถิ่น
ราคามีการอัปเดตรายวันตามอัตราตลาด ณ เวลาที่เผยแพร่ ตัวเลขนี้ใช้เพื่ออ้างอิง และราคาทองคำในพื้นที่อาจแตกต่างเล็กน้อย
ธนาคารกลางเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุด ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council: องค์กรที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลตลาดทองคำ) ระบุว่า ธนาคารกลางซื้อทองคำเพิ่ม 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่งเป็นยอดซื้อรายปีสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล
โดยทั่วไปทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐออก) นอกจากนี้ยังอาจเคลื่อนไหวสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยง (risk assets: สินทรัพย์ที่ราคาผันผวนสูง เช่น หุ้น) และตอบสนองต่อเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย และการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
แนวโน้มปัจจัยขับเคลื่อนตลาด
การปรับขึ้นของทองคำล่าสุดเหนือ 14,200 รูปีต่อกรัมเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่การขยับขึ้นวันเดียว แต่สะท้อนแรงหนุนที่เพิ่มขึ้นต่อทองคำ เรามองว่านี่อาจเป็นการ “หลุดกรอบ” (breakout: ราคาทะลุช่วงที่แกว่งตัวอยู่เดิม) จากช่วงซื้อขายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2026
แรงส่งดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการซื้อของสถาบันขนาดใหญ่ โดยการซื้อสุทธิของธนาคารกลางในปี 2025 สูงกว่า 1,200 ตัน และรายงานไตรมาส 1/2026 ของสภาทองคำโลกระบุว่า มีการเพิ่มการถือครองอีก 350 ตันทั่วโลก ความต้องการที่ต่อเนื่องจากหน่วยงานทางการช่วยสร้าง “ฐานราคา” (price floor: ระดับราคาที่มีแรงซื้อรองรับ ทำให้ยากต่อการปรับลงแรง) ให้ตลาด
ความสัมพันธ์แบบสวนทางของทองคำกับดอลลาร์สหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงนี้ ถ้อยแถลงล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: ธนาคารกลางของสหรัฐ หรือ “เฟด”) ปลายเดือนเมษายน 2026 ส่งสัญญาณว่าอาจหยุดวงจรการขึ้นดอกเบี้ย (rate-hiking cycle: ช่วงเวลาที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง) ซึ่งกดดัชนีดอลลาร์ (dollar index: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก) ให้อยู่ต่ำกว่าระดับ 103 ต่อเนื่อง ดอลลาร์ที่อ่อนค่าทำให้ทองคำ “ถูกลง” สำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น จึงหนุนอุปสงค์
เงินเฟ้อที่ยังสูงยังผลักดันให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์จับต้องได้ (hard assets: สินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น ทองคำ) ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคโลก (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) เดือนเมษายน 2026 ออกมาสูงกว่าคาดที่ 4.8% ตอกย้ำบทบาททองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันค่าเงินเสื่อม (hedge: การลดความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงิน)
จากปัจจัยดังกล่าว ผู้ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำ) อาจพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาขาขึ้น เช่น ซื้อ “ออปชันคอล” (call options: สิทธิในการซื้อในอนาคตที่ราคากำหนดไว้) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (gold futures: สัญญาตกลงซื้อขายทองคำในอนาคต) สำหรับเดือนมิ.ย.และก.ค. 2026 เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนโดยจำกัดความเสี่ยง ผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากอาจเปิดสถานะ “ซื้อ” (long positions: ถือสถานะเพื่อได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยตรง โดยตั้งเป้าไปที่ 15,000 รูปีต่อกรัมในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า