กิจกรรมภาคบริการของสหรัฐชะลอลงในเดือนเมษายน หลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของ ISM (ISM Services PMI: ตัวชี้วัดทิศทางการขยายตัว/หดตัวของภาคบริการ โดยค่ามากกว่า 50 หมายถึงขยายตัว) ลดลงมาอยู่ที่ 53.6 จาก 54 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด
ดัชนีราคาที่จ่าย (Prices Paid Index: ต้นทุน/ราคาที่ธุรกิจภาคบริการจ่ายให้ซัพพลายเออร์ ใช้เป็นสัญญาณแรงกดดันเงินเฟ้อ) ทรงตัวที่ 70.7 ขณะที่ดัชนีการจ้างงาน (Employment Index: แนวโน้มการจ้างงานในภาคบริการ โดยค่าต่ำกว่า 50 สื่อถึงการหดตัว) ปรับขึ้นเป็น 48 จาก 45.2
สัญญาณจากภาคบริการ
ดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders Index: วัดความต้องการ/ออเดอร์ใหม่ของลูกค้า เป็นตัวชี้นำกิจกรรมในอนาคต) ลดลงมาอยู่ที่ 53.5 จาก 60.6 หลังการประกาศ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) เคลื่อนไหวในกรอบ 98.50–98.40
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP มูลค่าการผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดในประเทศ ใช้วัดการเติบโตของเศรษฐกิจ) เป็นตัววัดความเร็วของการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง โดยมักรายงานเป็นรายไตรมาส มักนำไปเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หรือแปลงเป็นอัตราเติบโตแบบรายปีจากตัวเลขรายไตรมาส (annualised)
GDP มีผลต่อค่าเงินผ่านแนวโน้มการเติบโต การค้า และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (capital flows: เงินลงทุนไหลเข้า-ออกระหว่างประเทศ) และยังส่งผลต่อทองคำผ่านการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล (non-yielding assets: สินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย/เงินปันผล เช่น ทองคำ) สูงขึ้น
กิจกรรมเศรษฐกิจในภาคบริการเย็นลงมากกว่าคาด โดยตัวเลข ISM ล่าสุดของเดือนเมษายนออกมาที่ 51.4 ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และสะท้อนการชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปีก่อนที่แข็งแกร่งกว่า การชะลอนี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังสูญเสียแรงส่งก่อนเข้าสู่ไตรมาส 2
มุมมองกลยุทธ์ตลาด
เมื่อดูรายละเอียด ดัชนีราคาที่จ่ายยังอยู่ในระดับสูงที่ 68.5 สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อ (inflation pressures: แนวโน้มราคาสินค้า/บริการเพิ่มขึ้น) ยังไม่ลดลงเร็วอย่างที่หวัง น่ากังวลต่อการเติบโตในระยะถัดไปคือดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ที่ร่วงลงมาอยู่ที่ 50.8 แทบจะเกาะอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งหมายถึง “ยังขยายตัวแบบบางมาก” ภาพนี้สอดคล้องกับตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปีนี้ที่ออกมา 1.8% และอ่อนกว่าคาด
การผสมกันของการเติบโตที่ชะลอและเงินเฟ้อที่ยังสูง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: เฟด ผู้กำหนดนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ) ตัดสินใจได้ยาก และมีแนวโน้มทำให้การลดดอกเบี้ย (interest rate cuts: การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ยังไม่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ภาพนี้หนุนค่าเงินดอลลาร์ แต่ข้อมูลการเติบโตที่อ่อนลงจะจำกัดโอกาสแข็งค่าต่อ คาดว่า DXY จะเคลื่อนไหวในกรอบ โดยนักลงทุนอาจเลือกกลยุทธ์ “ขายออปชัน” (selling options: การขายสัญญาออปชันเพื่อรับค่าเบี้ยประกัน/พรีเมียม) เพื่อทำกำไรจากภาวะที่ตลาดขาดทิศทางชัดเจน
สำหรับอนุพันธ์หุ้น (equity derivatives: สัญญาที่อ้างอิงหุ้น/ดัชนีหุ้น เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) การชะลอของคำสั่งซื้อใหม่เป็นสัญญาณลบต่อกำไรบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคแบบเลือกซื้อ (consumer discretionary: สินค้าที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ตามกำลัง ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน) ผู้ลงทุนควรพิจารณาซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (protection/hedge: เครื่องมือกันขาดทุน) เช่น ออปชันแบบพุท (puts: ให้สิทธิขายสินทรัพย์ที่ราคากำหนด) บนดัชนี S&P 500 หรือใช้ออปชันคอลของ VIX (VIX call options: ออปชันที่ได้ประโยชน์หากดัชนีความผันผวน VIX ปรับขึ้น) เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ความผันผวน (volatility: การแกว่งตัวของราคา) อาจเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า