ตำแหน่งงานว่างของสหรัฐฯ (JOLTS) ในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 6.866 ล้านตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ 6.83 ล้านตำแหน่ง
ข้อมูลนี้มาจากแบบสำรวจ Job Openings and Labour Turnover Survey (JOLTS) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรายงานที่วัด “จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร” (งานที่นายจ้างยังหาคนไม่ได้) ในช่วงเดือนนั้น
Rates Stay Higher For Longer
ข้อมูลตำแหน่งงานว่างเดือนมีนาคมออกมาสูงกว่าคาดเล็กน้อย สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังไม่เย็นลงเร็วตามที่คิด ความแข็งแกร่งนี้ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีเหตุผลน้อยลงที่จะรีบ “ลดดอกเบี้ย” ในระยะใกล้ นั่นหมายความว่าแนวคิด “ดอกเบี้ยสูงอยู่นาน” (higher for longer: ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดหวัง) ยังเป็นธีมหลัก
ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานยังทำให้ข้อมูลเงินเฟ้อชุดถัดไปมีความสำคัญมากขึ้น เมื่ออัตราส่วน “ตำแหน่งงานว่างต่อผู้ว่างงาน” ทรงตัวที่ 1.4 (หมายถึงมีงานว่าง 1.4 ตำแหน่งต่อคนว่างงาน 1 คน) แรงกดดันให้ค่าจ้างปรับขึ้นอาจยังอยู่ และไปดัน “เงินเฟ้อภาคบริการ” (ราคาบริการ เช่น ค่าเช่า ค่ารักษา ค่าอาหารนอกบ้าน) ให้ลดลงยาก สายตาตลาดจะจับไปที่รายงาน CPI เดือนเมษายน (ดัชนีราคาผู้บริโภค: วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) โดยคาดการณ์เริ่มโฟกัสที่เงินเฟ้อทรงตัวราว 3.1% เมื่อเทียบรายปี
ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป อาจเห็น “เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร” (yield curve: ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนกับอายุพันธบัตร) แบนลง เพราะตลาดลดความเชื่อว่ามีการลดดอกเบี้ยช่วงหน้าร้อน นักลงทุนอาจใช้ “ออปชัน” (สัญญาสิทธิซื้อ/ขายล่วงหน้า) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า SOFR หรือ Fed Funds เพื่อวางสถานะรับมือดอกเบี้ยที่ยังสูงไปถึงไตรมาส 3 โดย SOFR (Secured Overnight Financing Rate) คืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของสหรัฐฯ ในตลาดกู้ยืมข้ามคืนที่มีหลักประกัน และ Fed Funds futures คือสัญญาที่สะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายของเฟด หลังข้อมูล JOLTS โอกาส “ลดดอกเบี้ยเดือนกรกฎาคม” ที่คำนวณจากตลาดฟิวเจอร์สลดลงจากมากกว่า 40% เมื่อสัปดาห์ก่อน เหลือต่ำกว่า 25%
สำหรับตลาดหุ้น ดอกเบี้ยสูงต่อเนื่องอาจเพิ่ม “ความผันผวน” (ราคาขึ้นลงแรง) จึงอาจพิจารณาซื้อประกันความเสี่ยง เช่น “พุท” (put option: สิทธิขายที่ราคาที่กำหนด เพื่อกันขาดทุนหากตลาดลง) บนดัชนี S&P 500 หรือ Nasdaq 100 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปรับฐาน “VIX” (ดัชนีความผันผวน: ใช้สะท้อนความกังวลของตลาดหุ้นสหรัฐฯ) ที่เคลื่อนไหวแถว 14 อาจถูกดันขึ้นได้ หากตลาดเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจจะรับนโยบายการเงินที่ “ตึงตัว” ต่อเนื่องไม่ไหว (restrictive policy: ดอกเบี้ยสูงเพื่อกดเงินเฟ้อ)
Positioning And Market Risk
เราเคยเห็นรูปแบบคล้ายกันในครึ่งหลังปี 2025 เมื่อรายงานแรงงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่องทำให้เฟดชะลอการ “กลับลำ” นโยบาย (pivot: เปลี่ยนจากคุมเข้มไปผ่อนคลาย) และทำให้หุ้นปรับฐานราว 7% เหตุการณ์นั้นสะท้อนว่าอารมณ์ตลาดเปลี่ยนได้เร็ว เมื่อความหวังเรื่องดอกเบี้ยลงถูกข้อมูลเศรษฐกิจสกัด รอบนี้บรรยากาศคล้ายเดิม และควรวางสถานะให้สอดคล้องกับความเสี่ยงดังกล่าว