ราคาเงินปรับลดลงอีกครั้งหลังจากปรับขึ้นมา 2 วันติดต่อกัน โดยแรงกดดันมาจากการตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นใหม่ ซึ่งทำให้บรรยากาศ “รับความเสี่ยง” (risk sentiment: ความเต็มใจของนักลงทุนในการถือสินทรัพย์เสี่ยง) ในตลาดโดยรวมอ่อนลง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังกดดันเพิ่มเติม เพราะตลาดกังวลว่า “ความเสี่ยงเงินเฟ้อ” อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระมัดระวังในการปรับนโยบายการเงินมากขึ้น
เงินถูกมองว่าเปราะบางและผันผวนกว่าทองคำ ส่วนหนึ่งเพราะราคาผูกกับทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและ “อุปสงค์ภาคอุตสาหกรรม” (industrial demand: ความต้องการใช้จริงจากโรงงาน/การผลิต) ควบคู่กับความต้องการในฐานะโลหะมีค่า หลังจากราคาพยายามปรับขึ้นแต่ไม่ผ่าน ระยะสั้นยังขาดแรงส่ง และคาดว่าการเด้งขึ้นมีโอกาสถูกขายทำกำไร เว้นแต่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้น
สัญญาณแรงส่งรายวันเป็น “ลบเล็กน้อย” (mild bearish: เอนเอียงลงแต่ไม่รุนแรง) ขณะที่การปรับขึ้นล่าสุดของดัชนี RSI (Relative Strength Index: ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย/ภาวะซื้อมาก-ขายมาก) เริ่มชะลอลง โดยความเสี่ยงยังเอนเอียงไปทางขาลง
แนวรับใกล้สุดอยู่ที่ 70 และ 63.50 โดยระดับ 63.50 ถูกระบุว่าเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day DMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะยาว) หากหลุดระดับดังกล่าว อาจเกิดการย่อต่อไปแถว 50
ด้านแนวต้านอยู่ที่ 75 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 21 วัน (21-day DMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 21 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะสั้น) แนวต้านถัดไปอยู่ที่ 78 และ 80 ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน และ 100 วัน (50-day/100-day DMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 50/100 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะกลาง)