ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI: ดัชนีสำรวจความเชื่อมั่นและกิจกรรมของภาคการผลิต) ภาคการผลิตของบราซิลจาก S&P Global เพิ่มขึ้นสู่ 52.6 ในเดือนเมษายน จาก 49 ก่อนหน้านี้
ค่าดัชนีมากกว่า 50 หมายถึงกิจกรรมขยายตัว ส่วนค่าต่ำกว่า 50 หมายถึงกิจกรรมหดตัว
นัยต่อแรงส่งของเศรษฐกิจ
การที่ PMI ภาคการผลิตของบราซิลกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 52.6 เป็นสัญญาณชัดว่ากิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวอีกครั้ง การขยับจากช่วงหดตัวขึ้นมาสู่ช่วงขยายตัวสะท้อนว่า “ผลผลิตภาคโรงงาน” และ “คำสั่งซื้อใหม่” กำลังฟื้นตัว ซึ่งอาจทำให้ต้องกลับมาประเมินสินทรัพย์บราซิลใหม่ โดยมองโอกาสปรับขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ข้อมูลนี้สนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อ “หุ้นบราซิล” โดยดัชนี Ibovespa (ดัชนีตลาดหุ้นหลักของบราซิล) ที่แกว่งตัวแคบแถว 128,000 จุด อาจเกิดการ “ทะลุกรอบ” (breakout: ราคาหรือดัชนีเคลื่อนไหวหลุดจากช่วงเดิมอย่างชัดเจน) ตามมุมมองเศรษฐกิจที่ดีขึ้น กลยุทธ์ที่พิจารณาได้คือซื้อ “คอลออปชัน” (call options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนด ภายในเวลาที่กำหนด) บนดัชนีหรือหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและวัสดุที่ได้ประโยชน์โดยตรง
ภาคการผลิตที่แข็งแรงขึ้นยังอาจหนุนค่าเงินเรียลบราซิล (BRL) หลังคู่เงิน USD/BRL (ดอลลาร์สหรัฐต่อเรียลบราซิล) ทรงตัวเหนือ 5.00 เป็นเวลานานในไตรมาสแรก ข้อมูลนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ขยับลงสู่ 4.90 กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากเรียลแข็งค่า เช่น ขาย “ฟิวเจอร์ส USD/BRL” (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตกลงซื้อหรือขายในอนาคตตามราคาและเงื่อนไขที่กำหนด)
ตลอดปี 2025 ตลาดเผชิญความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนเรื่องอัตราดอกเบี้ยและอุปสงค์โลก ทำให้ PMI ต่ำกว่า 50 ต่อเนื่องหลายเดือน แต่แนวโน้มดังกล่าวถูกยุติลงอย่างชัดเจน ตัวเลขล่าสุดยังเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 18 เดือน บ่งชี้การฟื้นตัวที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ภาพเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นอาจทำให้ทิศทางของธนาคารกลางซับซ้อนขึ้น แม้ตลาดคาดว่าจะ “ลดอัตราเซลิก” (Selic rate: อัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักของบราซิล) ต่อเนื่อง แต่กิจกรรมที่ร้อนแรงอาจทำให้ผู้กำหนดนโยบาย “ชะลอการลดดอกเบี้ย” เพื่อคุมเงินเฟ้อ จำเป็นต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อที่จะประกาศอย่างใกล้ชิด เพราะหากธนาคารกลางมีท่าที “เข้มงวด” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อ มักหมายถึงไม่เร่งลดดอกเบี้ยหรืออาจขึ้นดอกเบี้ย) อาจลดแรงหนุนเชิงบวกของตลาดได้