ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในวันจันทร์ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (USD Index: DXY) ขยับกลับขึ้นมายืนเหนือ 98.00 หลังดีดตัวจาก 97.70 ในวันศุกร์ แต่ยังเคลื่อนไหวอยู่ใกล้กรอบล่างของช่วงซื้อขายล่าสุด (Trading range: ช่วงที่ราคาแกว่งตัวขึ้นลงในกรอบเดิม)
ความตึงเครียดเชิงวาทกรรม (Verbal tensions: การโต้เถียง/ข่มขู่กันด้วยถ้อยคำ ยังไม่ใช่การปะทะจริง) ระหว่างสหรัฐ–อิหร่านเพิ่มขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าแผนช่วยปล่อยเรือที่ติดค้างในอิหร่านจะเริ่มในวันจันทร์ โดยทรัมป์ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่เตหะรานระบุว่า การที่กองทัพสหรัฐเข้ามาในน่านน้ำของอิหร่านจะเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง (Ceasefire: ข้อตกลงหยุดปฏิบัติการทางทหารชั่วคราว) และจะตอบโต้ “เต็มกำลัง”
ดอลลาร์แข็งค่าท่ามกลางความตึงเครียด
ราคาน้ำมันปรับขึ้นหลังคำประกาศของทรัมป์ น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (West Texas Intermediate: WTI หรือ “น้ำมันดิบสหรัฐอ้างอิง”) ซื้อขายต่ำกว่า 100 ดอลลาร์เล็กน้อย ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงลดลง (Risk-off: ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง) และกดดันเงินยูโรและเงินเยนญี่ปุ่น
ปฏิทินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ตลาดจับตายอดคำสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนมีนาคม (Factory Orders: มูลค่าคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน) ช่วงปลายสัปดาห์ ตลาดเตรียมติดตามรายงานการจ้างงานเดือนเมษายน รวมถึงตัวเลขนอกภาคเกษตรวันศุกร์ (Nonfarm Payrolls: จำนวนการจ้างงานใหม่ในสหรัฐ ยกเว้นภาคเกษตร)
ตัวเลขแรงงานเป็นประเด็นหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: เฟด) เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งสะท้อนท่าที “เข้มงวด” มากขึ้น (Hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อ มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คงดอกเบี้ยสูง) โดยมีกรรมการ 3 รายคัดค้านการใส่ “เอนเอียงไปทางการผ่อนคลาย” (Easing bias: ส่งสัญญาณว่าอาจลดดอกเบี้ย/ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายในอนาคต) ในแถลงการณ์
ฤดูกาลนั้น ดัชนีดอลลาร์สหรัฐดีดจากโซน 97.70 ขึ้นเหนือ 98.00 จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และบรรยากาศเสี่ยงลด (Risk-off) ทำให้เงินทุนไหลเข้าดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อความเสี่ยงสูง)
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดเปลี่ยนไป
ความกังวลความขัดแย้งในปีก่อนหนุน WTI พุ่งเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นแรงกดดันต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ปัจจุบัน WTI อยู่ที่ราว 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความเสี่ยงเฉพาะด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง และอุปทานโลกทรงตัวมากขึ้น (Global production stabilized: การผลิต/อุปทานโลกไม่ผันผวนรุนแรง) ทำให้การกำหนดราคาในตลาดอนุพันธ์ค่าเงิน (Currency derivatives: เครื่องมือสัญญาการเงินที่มูลค่าอิงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น ออปชัน/ฟอร์เวิร์ด) น่าจะไวต่อปัจจัยเศรษฐกิจจริงมากกว่า “ข่าวตะวันออกกลาง”
ท่าทีเข้มงวดของเฟดในปี 2025 ซึ่งมีกรรมการ 3 รายคัดค้านสัญญาณผ่อนคลาย เป็นปัจจัยหลักที่หนุน DXY ไปสู่ระดับ 105.50 ในเวลาต่อมา ขณะนี้ หลังคงนโยบายตึงตัวเป็นเวลานาน (Restrictive policy: นโยบายการเงินตึงตัว ดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) ข้อมูลล่าสุด เช่น รายงานงานเดือนเมษายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ 175,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าเศรษฐกิจเริ่มเย็นลง จึงเพิ่มโอกาสที่เฟดอาจ “กลับลำไปทางผ่อนคลาย” (Dovish pivot: เปลี่ยนท่าทีไปผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย) ซึ่งต่างจากปีก่อนอย่างชัดเจน
จากภาพดังกล่าว กลยุทธ์ที่เคยได้ผลในปี 2025 อาจไม่เหมาะกับปัจจุบัน หากต้นทุนพลังงานต่ำลงช่วยยุโรป และเฟดส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยอาจแตะจุดสูงสุดแล้ว กลยุทธ์ในตลาดอนุพันธ์ เช่น ซื้อออปชันคอลคู่เงิน EUR/USD (Call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาและเวลาที่กำหนด ใช้เดิมพันว่าเงินยูโรจะแข็งค่าเมื่อเทียบดอลลาร์) อาจน่าสนใจ อีกด้านควรระวังความผันผวนของเงินเยน เนื่องจากหากเฟดเริ่มผ่อนคลายจริง อาจทำให้การทำ “แครีเทรด” (Carry trade: กู้/ขายสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ ไปลงทุนในสกุลเงินดอกเบี้ยสูงเพื่อกินส่วนต่าง) ที่ทำกำไรอยู่ถูกคลี่คลายอย่างรวดเร็ว