ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI: Purchasing Managers’ Index เป็นดัชนีสำรวจภาคธุรกิจเพื่อวัดทิศทางกิจกรรมการผลิต โดยระดับมากกว่า 50 หมายถึงขยายตัว) ภาคการผลิตของยูโรโซน จาก HCOB อยู่ที่ 52.2 ในเดือนเมษายน ตรงตามคาดการณ์ที่ 52.2
PMI เดือนเมษายนที่ 52.2 ยืนยันว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจยังดำเนินต่อเนื่อง แต่เพราะออกมาตรงตามที่ตลาดคาด จึงไม่น่าทำให้ตลาดผันผวนมากนัก ดัชนี EURO STOXX 50 (ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวในยูโรโซน) ปรับขึ้นแล้ว 7% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 สะท้อนว่าตลาดรับรู้ความมั่นคงนี้ไปมากแล้ว ซึ่งทำให้กลยุทธ์ “ขายความผันผวน” (ขายเครื่องมือที่ได้ประโยชน์เมื่อความผันผวนสูง เช่น การขายออปชัน เพื่อเก็บพรีเมียม โดยหวังให้ราคาแกว่งในกรอบ) บนดัชนีหุ้นยุโรปหลักๆ ยังพอมีความน่าสนใจ เพราะการไม่เกิด “เซอร์ไพรส์” มักทำให้ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบ (range-bound คือขึ้นลงในช่วงจำกัด)
ผลกระทบต่อความผันผวนของหุ้นยุโรป
ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแรงนี้ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แทบไม่มีเหตุผลที่จะลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation คือเงินเฟ้อที่ตัดหมวดที่ผันผวนมากอย่างอาหารและพลังงานออก เพื่อดูแนวโน้มราคาจริงๆ) ของยูโรโซนล่าสุดยังอยู่ที่ 2.9% เรามองว่า ECB มีแนวโน้ม “คงดอกเบี้ย” ไปตลอดช่วงฤดูร้อน ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงล่าสุดที่ค่อนข้างเป็นกลาง ดังนั้น การถือครองสถานะในตราสารอนุพันธ์ (derivatives คือสัญญาทางการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง) ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยระยะสั้นที่ทรงตัวถึงสูงขึ้น เช่น ออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส EURIBOR (EURIBOR คืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระหว่างธนาคารในยูโรโซน; ฟิวเจอร์สคือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ยังดูน่าสนใจ
เราเห็นความแข็งแกร่งของภาคการผลิตนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่หนุนค่าเงินยูโร สะท้อนการฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมในช่วงปี 2025 ข้อมูลดังกล่าวช่วยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงิน ทำให้การถือสถานะ “ลอง” (long คือคาดว่าราคาจะขึ้น) ผ่านออปชันแบบคอล (call option คือสิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาอ้างอิงภายในเวลาที่กำหนด เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) ในคู่เงิน EUR/USD เป็นทางเลือกที่สอดคล้องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ดี ด้วยความที่รายงาน PMI ออกมาตามคาด เรามองว่าเงินยูโรน่าจะค่อยๆ แข็งค่า มากกว่าจะพุ่งแรงในระยะสั้น