ข้อมูลจาก CFTC ของสหรัฐฯ ระบุว่า “สถานะสุทธิของกลุ่มที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ (NC net positions)” ในน้ำมัน ลดลงมาอยู่ที่ 191.9K จากก่อนหน้าที่ 192.3K
(“NC” คือกลุ่มนักเก็งกำไร/นักลงทุนรายใหญ่ที่ไม่ได้ทำธุรกิจใช้น้ำมันจริง ตัวเลข “สถานะสุทธิ” คือจำนวนสัญญาฝั่งซื้อ (Long) ลบด้วยฝั่งขาย (Short))
การลดลงเล็กน้อยของ “สถานะซื้อสุทธิ” ของนักเก็งกำไร สะท้อนว่าเงินทุนรายใหญ่ยังลังเลที่จะเพิ่มเดิมพันฝั่งขาขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้เป็นการเทขายหนีตลาด แต่เป็นสัญญาณว่าความระมัดระวังเริ่มเพิ่มขึ้น ตลาดจึงดูทรงตัว รอปัจจัยใหม่เพื่อเลือกทางขึ้นหรือลงอย่างชัดเจน
สัญญาณเศรษฐกิจมหภาคที่ขัดแย้งกัน
ความลังเลนี้สอดคล้องกับสัญญาณเศรษฐกิจที่ออกมาคละกันในช่วงหลัง โดยตัวเลข CPI เดือนเมษายนออกมาสูงกว่าที่ตลาดอยากเห็นเล็กน้อยที่ 3.1% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ “เฟด”) ยังต้องจับตาเงินเฟ้อ และลดความหวังว่าความต้องการจะฟื้นเร็ว (CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) อย่างไรก็ดี รายงานการจ้างงานล่าสุดกลับแข็งแกร่งเกินคาด สะท้อนว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่อ่อนแรงลงมาก
ฝั่งอุปทาน ตลาดก็อยู่ในโหมดรอดูท่าทีก่อนการประชุม OPEC+ เดือนมิถุนายน (OPEC+ คือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตรที่ร่วมกันกำหนดนโยบายการผลิต) ขณะที่รายงานล่าสุดจาก EIA ระบุสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นสวนคาด 1.2 ล้านบาร์เรล กดไม่ให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นต่อในสัปดาห์นี้ (EIA คือหน่วยงานพลังงานของสหรัฐฯ ที่รายงานข้อมูลสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์) นักเทรดจึงเริ่มตั้งคำถามว่า “การลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ” จะถูกขยายเวลาต่อหรือไม่ (การลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ คือการที่บางประเทศลดการผลิตเพิ่มเองนอกเหนือจากโควตาหลัก)
WTI น้ำมันดิบสหรัฐฯ ยังเคลื่อนไหวในกรอบราว 82–88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในตอนนี้ ขณะที่ “ความผันผวนโดยนัย” (Implied volatility คือความผันผวนที่สะท้อนผ่านราคาออปชัน) ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่แถว 28% ทำให้การ “ซื้อออปชัน” แบบตรง ๆ ดูไม่น่าสนใจเท่าเดิม ภาวะแบบนี้มักเอื้อกับผู้ที่ใช้กลยุทธ์รับรายได้จาก “การสึกค่าตามเวลา” ของออปชัน (Theta decay คือมูลค่าออปชันที่ลดลงเมื่อเวลาใกล้หมดอายุ) ระหว่างรอให้ตลาดเลือกทิศทาง