ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงในวันศุกร์ หลังมีรายงานว่าอิหร่านยื่นข้อเสนอใหม่ต่อสหรัฐฯ ทำให้ตลาดคาดหวังว่าอาจกลับมาเจรจากันอีกครั้ง WTI ซื้อขายใกล้ 99 ดอลลาร์ ลดลงมากกว่า 3% ในวันเดียว หลังจากทำจุดสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ราว 107.35 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี
รายงานระบุว่าอิหร่านส่งข้อเสนอผ่านผู้ประสานงานจากปากีสถาน หลังสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอเดิมที่ต้องการเลื่อนประเด็นนิวเคลียร์ออกไป อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสนอใหม่
ข้อเสนออิหร่านหนุนความหวังกลับมาเจรจา
สหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงใด ๆ ต้องครอบคลุมประเด็นนิวเคลียร์ และจะยังคง “ปิดล้อมทางเรือ” (การใช้กองทัพเรือควบคุม/จำกัดการเดินเรือเข้าออก) ท่าเรือของอิหร่านต่อไป ขณะที่ CNN อ้างแหล่งข่าวอิหร่านว่า การเจรจาอาจเริ่มใหม่ได้หากยุติการปิดล้อม และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เดินเรือได้ตามปกติ
ความเสี่ยงด้านอุปทานบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่พยุงราคา ตลาดจับตาสัญญาณใด ๆ ที่ชี้ว่าจะกลับมาเดินเรือได้ตามปกติในพื้นที่ดังกล่าว
บนกราฟรายวัน WTI ยังยืนเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย (SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังในช่วงเวลาหนึ่ง) ที่ 21 วัน 50 วัน และ 100 วัน ทำให้ “แนวโน้มขาขึ้น” ยังไม่เสียรูป ขณะที่ RSI (ดัชนีวัดแรงซื้อขาย เพื่อดูว่าราคาแรงเกินไปหรืออ่อนเกินไป) อยู่ใกล้ 56 หลังลดลงจากโซนร้อนแรง
แนวรับอยู่แถว 94 ดอลลาร์ (SMA 21 วัน), 88 ดอลลาร์ (SMA 50 วัน) และราว 74 ดอลลาร์ (SMA 100 วัน) ส่วนค่า ATR 14 วัน (Average True Range: ค่าบอกความผันผวนจากช่วงแกว่งของราคา) อยู่ราว 6.57 ดอลลาร์ สะท้อนว่าความผันผวนยังสูงแต่ยังอยู่ในกรอบ
ระดับทางเทคนิคและความผันผวน
เมื่อย้อนกลับไปช่วงที่บทวิเคราะห์นี้เขียนในปี 2025 จะเห็นว่า WTI ย่อตัวจากเหนือ 107 ดอลลาร์ลงมา 99 ดอลลาร์จากความหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน ปัจจุบัน WTI ซื้อขายแถว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนว่า “ส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์” (ราคาที่ถูกบวกเพิ่มเพราะความเสี่ยงสงคราม/การเมือง) ลดลงหลังการสงบศึกที่ยังเปราะบาง อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นย้ำให้เห็นว่าแรงซื้อขายสามารถเปลี่ยนเร็ว และผลักให้ราคาบวกเพิ่ม 10-15 ดอลลาร์ได้ในเวลาไม่นาน
ด้านอุปทาน ปัจจัยสำคัญกำลังช่วยรองรับราคา โดย OPEC+ (กลุ่มโอเปกและพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมัน) ยังคงเดินหน้าขยายเวลาลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปจนสิ้นไตรมาส 3 แรงหนุนนี้ยิ่งชัดจากรายงานล่าสุดของ EIA (สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ) ที่ระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบลดลง 3.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มเล็กน้อย
ด้านอุปสงค์ ภาพยังไม่ชัดเจน จึงอาจจำกัดการปรับขึ้นแรงกลับไปใกล้จุดสูงในปี 2025 โดยเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจโลกชะลอ โดยเฉพาะ PMI ภาคการผลิตจีน (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ใช้วัดทิศทางกิจกรรมภาคโรงงาน; ต่ำกว่า 50 หมายถึงหดตัว) ล่าสุดออกมาที่ 49.8 ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย ความไม่แน่นอนนี้ทำให้มุมมองฝั่งอุปทานที่ดูเป็นบวกถูกลดทอน และชี้ว่าตลาดอาจแกว่งตัวในกรอบมากกว่า
ในบริบทนี้ การเก็งกำไรทางเดียวแบบชัดเจนดูเสี่ยงในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า แม้ความผันผวนลดลงจากช่วงวิกฤตฮอร์มุซ แต่ดัชนีความผันผวนของออปชันน้ำมันดิบ CBOE (OVX: ตัวชี้วัดความคาดหวังความผันผวนจากราคาออปชัน) ยังสูงแถว 35 ทำให้ “ค่าเบี้ยออปชัน” (ราคาที่ต้องจ่าย/ได้รับเพื่อซื้อ/ขายสัญญาออปชัน) ยังน่าสนใจ สภาพแวดล้อมแบบนี้มักเอื้อกลยุทธ์เช่น “ขายสแตรงเกิล” (ขายออปชันทั้ง Call และ Put คนละราคา เพื่อรับเบี้ย หากราคาแกว่งไม่แรง) หรือ “ไอรอนคอนดอร์” (โครงสร้างออปชันรับเบี้ยในกรอบ โดยจำกัดความเสี่ยงด้วยการซื้อออปชันประกบ) เพื่อใช้ประโยชน์จาก “มูลค่าเวลาที่ลดลง” (ค่าเวลาของออปชันจะลดลงเมื่อใกล้วันหมดอายุ) พร้อมกำหนดความเสี่ยงหากเกิดเหตุการเมืองรุนแรงแบบฉับพลัน
ปัจจัยที่ต้องจับตาหลักยังเป็นความเสี่ยงการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ เพราะข้อตกลงที่ช่วยคลายความตึงเครียดในปี 2025 ยังไม่แน่นอน เชิงเทคนิค แนวรับใกล้ SMA 50 วันแถว 80 ดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญเริ่มหนาแน่นใกล้ระดับจิตวิทยา 90 ดอลลาร์ การทะลุกรอบอย่างชัดเจนมักต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงใหญ่จากข้อมูลอุปทาน หรือเสถียรภาพการเมืองระหว่างประเทศ
สร้างบัญชี VT Markets แบบเรียลไทม์ และ เริ่มเทรด ได้ทันที