NZD/USD อ่อนค่าหลุด 0.5900 และซื้อขายใกล้ 0.5890 ในช่วงเช้าตลาดยุโรป เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น และช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิด ส่งผลให้นักลงทุนหันไปถือ “สินทรัพย์ปลอดภัย” มากขึ้น (สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อกังวลความเสี่ยง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตรรัฐบาล)
รายงานระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดรับฟังแผนการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเพื่อกดดันให้กลับสู่โต๊ะเจรจานิวเคลียร์ เจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่า หากมีการโจมตีอีกครั้ง อิหร่านจะตอบโต้ด้วย “การโจมตีที่ยาวนานและเจ็บปวด” ต่อจุดที่สหรัฐตั้งกำลัง ขณะที่ผู้นำสูงสุด โมจตาบา คาเมเนอี กล่าวถึงการยุติ “การคุกคามของศัตรูในเส้นทางเดินเรือ” ภายใต้การบริหารจัดการใหม่ของช่องแคบ
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve/Fed) คงดอกเบี้ยที่ 3.5% ถึง 3.75% ในการประชุมเดือนเมษายน โดยมีกรรมการ FOMC (คณะกำหนดนโยบายการเงินของเฟด) โหวตไม่เห็นด้วยถึง 4 คนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตุลาคม 1992 และคณะกรรมการระบุว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น
การเติบโตของ GDP สหรัฐ (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ: มูลค่าผลผลิตของเศรษฐกิจ) ชะลอลง ซึ่งอาจจำกัดการแข็งค่าของดอลลาร์ เศรษฐกิจขยายตัวแบบ “อัตรารายปี” (annualised: ปรับให้อยู่ในรูปอัตราต่อปี) 2.0% ในไตรมาส 1/2026 เพิ่มจาก 0.5% ก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าคาดที่ 2.3%
NZD ถูกกำหนดทิศทางจากภาวะเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ นโยบายของ RBNZ (ธนาคารกลางนิวซีแลนด์) ความต้องการของจีน และราคาสินค้านม โดย RBNZ ตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 1% ถึง 3% โดยให้ความสำคัญกับระดับใกล้ 2% ขณะที่ “ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง” (risk sentiment: ภาวะที่ตลาดเปิดรับหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง) ก็มีผลต่อค่าเงินกีวี
เมื่อความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เกิดการโยกเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย ดอลลาร์สหรัฐจึงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ประเด็นหลักคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกดดันสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยงอย่าง NZD ให้ปรับตัวลง และแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยกำลังกลบปัจจัยเศรษฐกิจอื่นในระยะนี้
โอกาสการเทรดออปชันและความผันผวน
คาดว่าความผันผวน (volatility: การแกว่งของราคา) จะเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งสร้างโอกาสให้ผู้เทรดออปชัน (options: สัญญาที่ให้ “สิทธิ” ซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคาในอนาคต โดยไม่บังคับต้องทำ) ตามสถิติ เหตุการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คล้ายกัน เช่นปี 2019 เคยทำให้ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าอ้างอิงเบรนท์) กระโดดมากกว่า 4% และดัชนี VIX (ดัชนีความกลัว/ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ) พุ่งเหนือ 20 ผู้เทรดอาจพิจารณาซื้อออปชันเพื่อทำกำไรจากการแกว่งตัวที่ใหญ่กว่าปกติ
โทนของเฟดที่ “ตึงตัว/เอนเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ย” (hawkish: ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อและพร้อมคุมเข้มนโยบาย) เป็นแรงพยุงดอลลาร์ แม้ตัวเลข GDP 2.0% จะออกมาต่ำกว่าคาด การที่เฟดเน้นเงินเฟ้อสูง และผลโหวตที่แตกแยกมากที่สุดตั้งแต่ปี 1992 สะท้อนว่าการผ่อนคลายนโยบาย (policy easing: ลดดอกเบี้ยหรือทำให้นโยบายการเงินผ่อนคลาย) ยังเกิดได้ยาก แรงหนุนนี้ทำให้การ “ขายเมื่อรีบาวด์” ใน NZD/USD (ขายเมื่อราคาดีดขึ้นระยะสั้น) น่าสนใจ
ฝั่งนิวซีแลนด์ ดอลลาร์นิวซีแลนด์ยังถูกกดดันจากการเป็นสกุล “ชอบความเสี่ยง” (risk-on currency: มักแข็งเมื่อเศรษฐกิจโลกดีและตลาดรับความเสี่ยง) จีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่เริ่มมีสัญญาณภาคการผลิตชะลอ โดย PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ: ชี้วัดการขยาย/หดตัวของภาคการผลิต; ต่ำกว่า 50 คือหดตัว) ลดลงมาอยู่ที่ 49.8 เดือนล่าสุด อีกทั้งดัชนี Global Dairy Trade (ดัชนีราคาประมูลสินค้านมโลก) ลดลง 3.5% ในการประมูลสองครั้งล่าสุด กระทบรายได้ส่งออกของนิวซีแลนด์โดยตรง
เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมด การวางสถานะเพื่อรอการอ่อนค่าต่อของ NZD/USD ยังเหมาะสม ผู้เทรดอาจพิจารณาซื้อพุทออปชัน (put option: สิทธิ “ขาย” ที่ราคาในอนาคต) หรือทำพุทสเปรด (put spread: กลยุทธ์ซื้อพุทและขายพุทอีกตัวเพื่อลดต้นทุน โดยจำกัดกำไร/ขาดทุน) เพื่อเล็งการลงไปยังแนวรับ 0.5800 (support: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุง) วิธีนี้ช่วยรับโอกาสจากการปรับลงต่อ พร้อมกำหนดความเสี่ยงสูงสุดของดีลได้ชัดเจน