ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ ท่ามกลางความเสี่ยง “สแต็กเฟลชัน” (stagflation: เศรษฐกิจโตช้าหรือชะงัก แต่เงินเฟ้อยังสูง) ในยูโรโซนที่เพิ่มขึ้น แถลงการณ์ระบุว่าแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็มากขึ้น
ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ: มูลค่ากิจกรรมเศรษฐกิจทั้งหมด) ไตรมาส 1 อ่อนแอกว่าคาด สัญญาณเงินเฟ้อออกมาคละกัน โดยเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด) สูงขึ้น แต่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก) ในเยอรมนีลดลง
ความเสี่ยงสแต็กเฟลชัน และสัญญาณเงินเฟ้อที่คละกัน
ECB ยังชี้ไปที่มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น (credit standards: เงื่อนไข/เกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่ธนาคารตั้งไว้) และความต้องการกู้ยืมที่อ่อนลง จากแบบสำรวจการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร (Bank Lending Survey: แบบสำรวจที่ ECB ใช้วัดทิศทางการปล่อยกู้) เงื่อนไขเหล่านี้เพิ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจชะลอ ขณะที่แรงกดดันด้านราคายังอยู่
บทความอ้างถึงการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB ในปี 2011 ที่ทำเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนั้นเกิดขึ้นก่อนช่วงเศรษฐกิจยูโรโซนชะงักมากขึ้น
รายงานระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายอาจไม่ต้องการขึ้นดอกเบี้ยในช่วง “ช็อกฝั่งอุปทานจากภายนอก” (exogenous supply shock: เหตุที่ทำให้ต้นทุน/การผลิตสะดุดจากปัจจัยนอกระบบเศรษฐกิจ เช่น พลังงานแพงหรือห่วงโซ่อุปทานติดขัด) พร้อมย้ำภารกิจความมั่นคงด้านราคา (price stability mandate: เป้าหมายหลักในการคุมเงินเฟ้อ) แต่ก็เป็นห่วงว่าจะทำให้ภาวะชะลอตัวรุนแรงขึ้น
ECB มีแนวโน้ม “พัก” การปรับดอกเบี้ยต่อไป เพราะต้องเลือกระหว่างสกัดเงินเฟ้อกับพยุงเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า GDP ยูโรโซนไตรมาส 1 ปี 2026 ขยายตัวเพียง 0.1% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเดือนมีนาคมขยับขึ้นเป็น 3.5% จากราคาพลังงานสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อพื้นฐานซึ่ง ECB ให้ความสำคัญกลับลดลงเหลือ 2.8% ทำให้การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยยิ่งยาก
ผลต่อ “ดอกเบี้ย-ค่าเงิน-หุ้น” ในตลาด
เรามองว่าตลาดอาจประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมปีนี้สูงเกินไป เมื่อคำนึงถึงความกังวลของธนาคารกลางต่อการทำให้เศรษฐกิจแย่ลง จึงอาจทำให้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures contracts: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) ที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยยุโรปถูกประเมินค่าต่ำ หากตลาดลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยลง บทเรียนปี 2011 ที่ ECB ขึ้นดอกเบี้ยก่อนเศรษฐกิจถดถอย ยังคงส่งผลต่อมุมมองปัจจุบัน
ท่าทีระมัดระวังนี้น่าจะกดดันค่าเงินยูโร โดยเฉพาะเทียบกับสกุลเงินที่ธนาคารกลางยังคุมเข้มนโยบายมากกว่า หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังส่งสัญญาณดอกเบี้ย “สูงนาน” (higher-for-longer: คงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (interest rate differential: ช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ) มีแนวโน้มกว้างขึ้น ทำให้ดอลลาร์สหรัฐน่าสนใจมากขึ้น นักลงทุนอาจมองเป็นโอกาสซื้อออปชันแบบพุท (put options: สิทธิในการขายที่ราคากำหนด) ในคู่เงิน EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์)
สำหรับตลาดหุ้น ความเสี่ยงสแต็กเฟลชันทำให้บรรยากาศลงทุนยากขึ้น และจำกัดโอกาสขึ้นของดัชนีหลัก ความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่องบ่งชี้ว่า “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนในราคาออปชัน) ของดัชนีอย่าง Euro Stoxx 50 น่าจะยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งของราคาเหมาะกว่าการคาดทิศทางเดียว
แบบสำรวจ Bank Lending Survey ล่าสุดช่วงต้นเมษายน 2026 ยังยืนยันว่าเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจเข้มงวดขึ้นเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกัน ภาวะสินเชื่อตึงตัว (credit squeeze: สินเชื่อเข้าถึงยากขึ้น) ทำหน้าที่เหมือน “เบรก” เศรษฐกิจโดยธรรมชาติ และย้ำมุมมองว่ามีโอกาสน้อยมากที่ ECB จะคุมเข้มนโยบายเพิ่มเติมท่ามกลางเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนจากฝั่งอุปทาน (supply-driven inflation: เงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน/การขาดแคลน ไม่ใช่อุปสงค์พุ่ง)