ดัชนี NASDAQ Composite ปรับลง 0.5% หลังเปิดตลาดวันพฤหัสบดีราว 1 ชั่วโมง หลังหุ้น Meta Platforms ร่วงมากกว่า 10% โดยการปรับลงเกิดขึ้นหลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ช่วงดึกวันพุธ
Meta รายงานกำไรต่อหุ้น (EPS: กำไรสุทธิต่อหุ้น) 10.44 ดอลลาร์ หรือ 7.31 ดอลลาร์หากไม่รวมผลประโยชน์ทางภาษีแบบครั้งเดียว (one-time tax benefit: รายการภาษีที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ไม่ได้เกิดซ้ำเป็นประจำ) เทียบกับคาดการณ์เฉลี่ยของตลาดที่ 7.11 ดอลลาร์ รายได้เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบรายปี (YoY: เทียบกับปีก่อน) แตะ 56.3 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับคาดการณ์ 55.5 พันล้านดอลลาร์
Meta ปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุน
Meta ปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนทั้งปี 2026 (capital expenditure/capex: เงินลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ เครื่องจักร) จาก 115–135 พันล้านดอลลาร์ เป็น 125–145 พันล้านดอลลาร์ โดยระบุว่าเกิดจากราคาชิ้นส่วนสูงขึ้น รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductors: ชิปที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์) และต้นทุนศูนย์ข้อมูล (data centre: สถานที่วางเซิร์ฟเวอร์และระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท) ที่เพิ่มขึ้น
หุ้น META ลดลงจากแถว 670 ดอลลาร์มาอยู่ราว 600 ดอลลาร์ระหว่างการซื้อขายวันพฤหัสบดี Meta ใช้งบลงทุนราว 72.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ขณะที่กรอบคาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ยังอยู่ที่ 58–61 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนการเติบโตราว 25%
JPMorgan ปรับลดราคาเป้าหมาย 12 เดือนจาก 825 ดอลลาร์เหลือ 725 ดอลลาร์ โดยหุ้นซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง ใช้ดูแนวโน้ม) 50 วันแถว 630 ดอลลาร์ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 200 วันที่อยู่เหนือ 678 ดอลลาร์
แนวรับ (support: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อเข้ามาช่วยพยุง) ที่ถูกอ้างอิงอยู่แถว 582 ดอลลาร์จากเดือนพฤศจิกายน 2025 และ 520 ดอลลาร์จากปลายเดือนมีนาคม ระดับ “ช่องว่างราคา” (gap: ช่วงที่ราคากระโดดจนเกิดช่องว่างบนกราฟ) ที่กล่าวถึงคือจุดต่ำสุดวันที่ 29 เมษายนที่ 663.81 ดอลลาร์
ความผันผวนของออปชันและกลยุทธ์การเทรด
การร่วงแรงของหุ้น Meta วันนี้ทำให้ความผันผวนพุ่งขึ้นมาก โดยความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ตัวเลขที่สะท้อนว่าตลาดคาดว่าราคาจะเหวี่ยงแรงแค่ไหน ซึ่งทำให้ราคาออปชันแพงขึ้น) ของออปชัน Meta ระยะสั้นพุ่งกว่า 45% ทำให้ทั้งพุทและคอลแพงขึ้นอย่างชัดเจน ภาวะแบบนี้ทำให้ “ขายพรีเมียม” (selling premium: ขายออปชันเพื่อรับค่าเบี้ย) น่าสนใจกว่าการซื้อออปชันในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
เมื่อราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำคัญ ฝั่งมองลงอาจจับตาแนวรับจากการร่วงในเดือนพฤศจิกายน 2025 แถว 582 ดอลลาร์ ด้วยต้นทุนออปชันที่สูง กลยุทธ์ bear put spread (สเปรดพุทขาลง: ซื้อพุท 1 สัญญาและขายพุทอีก 1 สัญญาที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า) อาจเป็นทางเลือกที่คุมต้นทุนได้ โดยกลยุทธ์นี้จำกัดทั้งกำไรสูงสุดและเงินที่ต้องจ่ายล่วงหน้า
อีกด้านหนึ่ง พรีเมียมที่สูงทำให้การขายพุทแบบมีเงินค้ำ (cash-secured puts: ขายพุทพร้อมกันเงินสดไว้เพื่อซื้อหุ้นหากถูกใช้สิทธิ) น่าสนใจสำหรับคนที่มองว่าราคาลงแรงเกินไป การขายพุทที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่ผู้ถือออปชันมีสิทธิซื้อ/ขายหุ้น) ที่ 520 ดอลลาร์หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นแนวรับปลายเดือนมีนาคม อาจช่วยรับรายได้จากค่าเบี้ย หรือได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำลง ราคาเป้าหมายใหม่ของ JPMorgan ที่ 725 ดอลลาร์สะท้อนว่านักวิเคราะห์บางส่วนมองการปรับลงนี้เป็นโอกาสระยะยาว