ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาวิธียุติการ “ปิดกั้น” ช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Associated Press โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ รายงานระบุว่าเกี่ยวข้องกับความพยายามที่เชื่อมโยงกับการกระทำของอิหร่านที่ส่งผลต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว
ทางเลือกที่อยู่ระหว่างพิจารณา ไม่รวมถึงการยุติ “การปิดล้อม” ท่าเรือของอิหร่านโดยสหรัฐฯ แนวทางหลักคือทำงานร่วมกับชาติพันธมิตร เพื่อเพิ่ม “ผลตามมา” ให้ความหมายง่าย ๆ คือเพิ่มต้นทุนและแรงกดดันที่อิหร่านต้องเผชิญ หากยังพยายามรบกวนการขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางน้ำนี้
การพูดถึงการตอบโต้แบบประสานกันของพันธมิตร มากกว่าการลดความตึงเครียดโดยตรง สะท้อนว่าความผันผวนของราคาน้ำมันจะยังสูงต่อไป นักลงทุนควรเตรียมรับมือการแกว่งแรงของราคาในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จากทั้งข่าวลือและประกาศอย่างเป็นทางการ ผู้ซื้อขายอาจพิจารณาใช้ “กลยุทธ์สตรัดเดิล (straddle)” คือซื้อสิทธิ (ออปชัน) ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายพร้อมกัน บน “อีทีเอฟน้ำมัน (Oil ETF)” ซึ่งคือกองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นและอิงราคาน้ำมัน เพื่อทำกำไรจากความผันผวน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง
สถานการณ์นี้ทำให้ “อุปทาน” น้ำมันพื้นฐานตึงตัว เพราะราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลกได้รับผลกระทบจากสถานะของช่องแคบดังกล่าว โดยช่วงนี้ “สัญญาซื้อล่วงหน้า (futures)” น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งคือสัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต มีราคาพุ่งเกิน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน “โครงสร้างราคาในตลาดฟิวเจอร์ส (futures curve)” ชันขึ้นเป็น “แบ็กเวิร์ดเดชัน (backwardation)” คือสัญญาระยะใกล้แพงกว่าสัญญาระยะไกล เรามองว่ากลยุทธ์ถือ “สัญญาเดือนใกล้ (front-month)” ของ WTI หรือเบรนท์อาจได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลล่าสุดของ EIA (สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ) ชี้ว่า “สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง (inventory draw)” มากกว่าที่ตลาดคาด
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับนี้กำลังกดดันตลาดวงกว้าง ไม่ใช่แค่พลังงาน โดยเราเห็น “ดัชนีความผันผวน VIX” ของ CBOE ซึ่งเป็นตัวชี้ความกังวลของตลาดจากออปชันของ S&P 500 พุ่งขึ้น 15% จากข่าวนี้ การซื้อ “คอลออปชัน (call option)” บน VIX หรือ “อีทีพี (ETP)” ที่อิง VIX ซึ่งคือผลิตภัณฑ์ซื้อขายในตลาดที่ติดตามดัชนี/สินทรัพย์ จึงเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงโดยตรงจากความไม่แน่นอนของตลาดที่ความขัดแย้งนี้สร้างขึ้น