ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: Consumer Price Index หรือ “ดัชนีเงินเฟ้อ” ที่วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ประชาชนซื้อ) ของอิตาลีเพิ่มขึ้น 2.8% เทียบรายปี (YoY: Year on Year หรือเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ในเดือนเมษายน สูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.6%
ตัวเลขจริงสูงกว่าที่คาด 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage points: ส่วนต่างของ “อัตราเป็นเปอร์เซ็นต์” ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของเปอร์เซ็นต์) โดยเป็นการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงราคาของเดือนเมษายนกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
ผลต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ ECB
เงินเฟ้ออิตาลีที่ออกมาสูงกว่าคาด บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาในยูโรโซนยังลดลงช้า “เงินเฟ้อเหนียวตัว” (sticky inflation: เงินเฟ้อที่ลงยาก แม้เศรษฐกิจชะลอ) มากกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้มุมมองของตลาดที่เชื่อว่า “ธนาคารกลางยุโรป” (ECB: European Central Bank) มีเส้นทางชัดเจนในการลดดอกเบี้ย ถูกท้าทายโดยตรง จึงต้องทบทวนทั้ง “จังหวะเวลา” และ “ขนาด” ของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (monetary easing: การลดความตึงตัวทางการเงิน เช่น ลดดอกเบี้ย)
ข้อมูลนี้เป็นเหตุผลให้ “สายเหยี่ยว” (hawks: ผู้กำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ มักสนับสนุนดอกเบี้ยสูง) ใน ECB มีน้ำหนักมากขึ้นในการเสนอให้เลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป ขณะที่ “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก) ของยูโรโซนยังอยู่ใกล้ 3% ผู้กำหนดนโยบายย่อมระวังการลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ดังนั้นควรปรับมุมมองต่อ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย” (interest rate futures: สัญญาในตลาดที่สะท้อนความคาดหวังดอกเบี้ยในอนาคต) ให้สะท้อนโอกาสลดดอกเบี้ยเดือนมิถุนายนที่ลดลง และรอบการลดดอกเบี้ยที่อาจน้อยกว่าที่คิดในช่วงที่เหลือของปี
ตัวเลขอิตาลีสอดคล้องกับข้อมูลจากเยอรมนีและสเปนที่รายงาน “เงินเฟ้อภาคบริการ” (services inflation: เงินเฟ้อจากราคาบริการ เช่น ค่าเช่า ค่าเดินทาง ค่าแรง) ที่ยังสูง ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อรวมของยูโรโซนที่จะประกาศพรุ่งนี้ มีโอกาสออกมาสูงกว่าคาด รูปแบบเงินเฟ้อที่ยังดื้อ ส่งผลให้ทิศทาง “หุ้นยุโรป” และ “พันธบัตรรัฐบาล” (government bonds: ตราสารหนี้ที่รัฐบาลออก) ประเมินยากขึ้น
ความผันผวนของตลาดและโอกาสการเทรด
ความไม่แน่นอนเรื่องทิศทาง ECB อาจทำให้ “ความผันผวน” (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) เพิ่มขึ้น หลังอยู่ในระดับต่ำมาหลายเดือน มองว่าอาจใช้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิ ไม่ใช่ภาระผูกพัน ในการซื้อ/ขายสินทรัพย์ที่ราคาในอนาคต) บนดัชนีอย่าง Euro STOXX 50 (ดัชนีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ในยูโรโซน) เพื่อรับประโยชน์หากตลาดแกว่งแรงขึ้น โดยต้นทุนสถานะ (premium: ค่าเบี้ยออปชัน) ยังไม่สูงมาก และอาจได้ผลหากตลาดต้องปรับราคาใหม่ต่อเส้นทางดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว
หาก ECB มีท่าทีเข้มงวดขึ้น (hawkish: เอนเอียงไปทางคุมเงินเฟ้อ/ดอกเบี้ยสูง) อาจหนุนค่าเงินยูโร หากธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้ากว่า “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (interest rate differential: ช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ) จะเอื้อต่อยูโร กลยุทธ์ที่พิจารณาได้คือซื้อ “คอลออปชัน” (call options: ออปชันสิทธิซื้อ ใช้เมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) บนคู่เงิน EUR/USD เพื่อวางตำแหน่งรับโอกาสยูโรแข็งค่าในช่วงถัดไป