ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ จะยังคง “ปิดล้อมทางทะเล” (การใช้กองทัพเรือสกัดกั้น/ตรวจค้นการขนส่งทางทะเลเพื่อจำกัดการค้าหรือการลำเลียง) ต่ออิหร่านต่อไป จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงกับเตหะรานเกี่ยวกับ “โครงการนิวเคลียร์” ของอิหร่าน (แผนการพัฒนาเทคโนโลยีและวัสดุนิวเคลียร์) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันพุธ
ทรัมป์ระบุว่า เขาปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านที่จะ “เปิดช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz: ช่องทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ใช้ลำเลียงน้ำมันจำนวนมากของโลก) อีกครั้ง โดยมองว่าจะทำให้การเจรจานิวเคลียร์ถูกเลื่อนออกไป
ปฏิกิริยาตลาดและผลกระทบต่อราคาในทันที
อิหร่านเตือนเมื่อวันพุธว่าจะมี “ปฏิบัติการทางทหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” หากสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมเรือที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน
ทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านไม่สามารถมี “อาวุธนิวเคลียร์” ได้ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าเป้าหมายนิวเคลียร์เป็นไปเพื่อสันติ
น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI: West Texas Intermediate เป็นน้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐฯ ใช้เป็นราคามาตรฐานในการซื้อขาย) ปรับขึ้น 7.60% ในวันเดียว มาอยู่ที่ 104.90 ดอลลาร์ ณ เวลาที่รายงาน
สถานการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปีก่อน เมื่อความตึงเครียดจากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ดันราคา WTI พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (บาร์เรล: หน่วยปริมาณน้ำมัน 1 บาร์เรลประมาณ 159 ลิตร) การพุ่งขึ้นมากกว่า 7% สะท้อนว่าตลาดปรับรับ “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (เหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่กระทบเศรษฐกิจ/การค้า) จากอ่าวเปอร์เซียได้รวดเร็วเพียงใด
การป้องกันความเสี่ยงและการวางกลยุทธ์รับความผันผวน
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังการประกาศปี 2025 กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือเพิ่มการถือสถานะ “ขาขึ้น” ของราคาน้ำมันผ่าน “อนุพันธ์” (ตราสารการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) การซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนด ภายในเวลาที่กำหนด) บนฟิวเจอร์ส WTI หรือเบรนท์ จะเป็นวิธีตรงที่สุดในการได้ประโยชน์จากความตึงเครียดและความเสี่ยงที่อุปทานสะดุด โดยมีน้ำมันราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นการปิดกั้นย่อมเป็นความเสี่ยงหนักต่ออุปทานโลก
ขณะเดียวกัน ควรป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างหากราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ซึ่งทำได้ด้วยการซื้อ “พุตออปชัน” (put option: สิทธิในการขายสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนด) ในกลุ่มที่เปราะบางต่อค่าน้ำมันสูง เช่น “อีทีเอฟ” สายการบินและขนส่ง (ETF: กองทุนรวมซื้อขายในตลาดหุ้น ที่ติดตามดัชนี/กลุ่มอุตสาหกรรม) เพื่อช่วยลดความเสียหายของพอร์ตจากแรงกดดันต่ออุปสงค์ที่มักเกิดตามมาหลังราคาพลังงานพุ่งเร็ว
เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ลักษณะนี้มักเป็นตัวเร่ง “ความผันผวนของตลาด” (การแกว่งขึ้นลงของราคาอย่างรุนแรง) จึงควรวางสถานะรับโอกาสที่ “ดัชนี VIX” จะพุ่ง (VIX: ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักถูกเรียกว่าดัชนีความกลัว) เมื่อย้อนดูปี 2025 ดัชนี VIX พุ่งจากระดับช่วงต้น 20 ไปเกิน 35 ภายในไม่กี่วัน การซื้อคอลออปชันบน VIX หรือซื้อ “ฟิวเจอร์ส VIX” (VIX futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อิงดัชนี VIX) เป็นวิธีตรงในการเก็งกำไร/ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาด
ปฏิกิริยานี้ไม่ใช่เรื่องเหนือคาด เพราะเคยเห็นมาแล้วจากความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนปี 2022 ที่ดันน้ำมันเบรนท์เกือบ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บทเรียนในอดีตชี้ว่าเมื่อมีการเผชิญหน้าทางทหารที่เกี่ยวข้องกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ราคามักสูงขึ้นและผันผวนต่อเนื่องช่วงหนึ่ง
แม้ในเดือนเมษายน 2026 ตลาดยังระมัดระวัง โดยรายงานล่าสุดของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA: หน่วยงานที่เผยแพร่ข้อมูลพลังงาน) ระบุว่า “สต็อกน้ำมันดิบโลก” (ปริมาณน้ำมันคงคลัง) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีราว 3% ภาวะตึงตัวนี้ทำให้ความเสี่ยงด้านอุปทานรอบใหม่อาจกระตุ้นราคาให้ตอบสนองรุนแรงได้อีก และตลาดออปชันกำลังสะท้อน “เบี้ยความผันผวน” ที่สูงขึ้นในหุ้นพลังงาน (volatility premium: ส่วนเพิ่มของราคาออปชันที่เกิดจากคาดการณ์ความผันผวนสูง) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน