อัลฟาเบท (Alphabet) เป็นหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” เพียงตัวเดียวที่ปรับขึ้นในการซื้อขายนอกเวลาทำการ (after-hours: การซื้อขายหลังตลาดหุ้นปิด) หลังประกาศผลประกอบการวันพุธ ขณะที่เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms), อะเมซอน (Amazon) และไมโครซอฟท์ (Microsoft) ปรับลง แม้ทั้ง 4 บริษัทจะทำกำไรและรายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด (beat: ตัวเลขออกมาดีกว่าคาด)
หุ้น Alphabet ปรับขึ้น 5.8% ในช่วง after-hours จากต่ำกว่า 350 ดอลลาร์ไปที่ 370 ดอลลาร์ ส่วน Meta ร่วงมากกว่า 6% ขณะที่ Microsoft และ Amazon ลดลงราว 2% เท่า ๆ กัน
Alphabet Earnings And After Hours Reaction
Alphabet รายงานกำไรต่อหุ้นตามมาตรฐานบัญชี GAAP (GAAP earnings per share: กำไรต่อหุ้นตามกฎบัญชีมาตรฐานของสหรัฐฯ ที่รวมรายการทางบัญชีต่าง ๆ) ที่ 5.11 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ 2.67 ดอลลาร์ รายได้ไตรมาสแรกอยู่ที่ 109.9 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์รวมของตลาด (consensus: ค่าเฉลี่ยประมาณการของนักวิเคราะห์) ราว 3 พันล้านดอลลาร์
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 80% เมื่อเทียบกับปีก่อน (year on year: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) หลัก ๆ มาจากกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealised gains: กำไร “บนกระดาษ” ยังไม่ขายสินทรัพย์) จากการลงทุนในหุ้นที่ไม่มีราคาซื้อขายในตลาด (nonmarketable equity securities: หุ้น/ส่วนถือครองในบริษัทที่ไม่จดทะเบียนหรือไม่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) โดยสินทรัพย์กลุ่มนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา แตะเกือบ 37 พันล้านดอลลาร์
รายได้ Google Cloud เพิ่มขึ้น 63% จากปีก่อนหน้าเป็น 20 พันล้านดอลลาร์ รายได้จากการค้นหา (Search) เพิ่มขึ้น 19% เป็น 60.4 พันล้านดอลลาร์
รายได้โฆษณา YouTube เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้าเกือบ 10 พันล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้จากสมาชิก (Subscription: รายได้ค่าสมาชิกรายเดือน/รายปี), แพลตฟอร์ม และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้าเป็น 12.4 พันล้านดอลลาร์
Options Positioning And Trading Setup
กลุ่ม Other Bets และ Google Network มีรายได้ลดลงเล็กน้อย
จากการขยับขึ้นสู่ 370 ดอลลาร์ในช่วง after-hours คาดว่าจะเกิด “IV crush” อย่างมีนัยสำคัญในออปชันของ Alphabet (IV crush: ความผันผวนโดยนัย หรือ Implied Volatility ที่สะท้อนความคาดหวังความผันผวนของตลาด มักลดลงแรงหลังประกาศงบ ทำให้ราคาพรีเมียมออปชันยุบ) ผู้ลงทุนที่ขายพุท (sold puts: ขายออปชันสิทธิขายเพื่อรับพรีเมียม) หรือทำชอร์ตสแตรงเกิล (short strangles: กลยุทธ์ขายทั้งคอลและพุทคนละราคา เพื่อรับพรีเมียม โดยหวังให้ราคาหุ้นไม่แกว่งแรง) ก่อนประกาศงบ น่าจะเห็นกำไรเพิ่มขึ้น เพราะความไม่แน่นอนลดลงแล้ว โฟกัสของตลาดจึงเปลี่ยนจากการคาดเดาก่อนงบ ไปสู่ทิศทางราคาหลังงบ (post-earnings momentum: โมเมนตัมหลังประกาศผลประกอบการ)
ตลาดส่งสัญญาณชัดว่าชอบ Alphabet ทำให้กลยุทธ์ฝั่งขาขึ้น (bullish strategies: กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) ของ GOOGL น่าสนใจในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า โดยอาจพิจารณาซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิซื้อหุ้นที่ราคาใช้สิทธิ) หรือทำสเปรดคอลขาขึ้น (bull call spreads: ซื้อคอลราคาใช้สิทธิต่ำ และขายคอลราคาใช้สิทธิสูง เพื่อลดต้นทุน) เป้าหมายที่ระดับ 400 ดอลลาร์ซึ่งเป็น “แนวต้านเชิงจิตวิทยา” (psychological level: ตัวเลขกลม ๆ ที่ตลาดมักให้ความสำคัญ) ผลประกอบการที่แข็งแรงในธุรกิจหลักอย่าง Search และ Cloud เป็นแรงหนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน (fundamental tailwind: ปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยหนุนราคา)
ฤดูกาลประกาศงบครั้งนี้ทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจน เหมาะกับการเทรดแบบจับคู่ (pairs trading: ถือสถานะซื้อในหุ้นหนึ่งและขาย/ป้องกันความเสี่ยงในอีกหุ้นหนึ่ง เพื่อเล่น “ความแข็งแกร่งสัมพัทธ์” ระหว่างสองตัว) เช่น ซื้อคอล GOOGL พร้อมกับซื้อพุท (puts: สิทธิขายหุ้นที่ราคาใช้สิทธิ) ในคู่แข่งอย่าง Meta ที่แม้งบดีกว่าคาดแต่ราคาหุ้นอ่อนแรง กลยุทธ์นี้เดิมพันว่า Alphabet จะ “ทำผลงานดีกว่า” คู่แข่งกลุ่มคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscaler peers: ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่มีศูนย์ข้อมูลขนาดมหาศาล เช่น AWS, Microsoft, Google) และช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงของตลาดโดยรวม (broader market risks: ความผันผวนจากภาพตลาดใหญ่)
การตอบสนองแบบเลือกซื้อเลือกขายนี้สะท้อนพฤติกรรมตลาดที่เริ่มเน้น “ผลลัพธ์ที่วัดได้” มากกว่าคำสัญญา โดยนักลงทุนให้รางวัลกับบริษัทที่แปลงเทคโนโลยีเป็นรายได้จริง (monetization: การทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นรายได้) และทำกำไรเติบโต
การเติบโตรายได้ Google Cloud 63% เมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นตัวเลขสำคัญที่อธิบายความเชื่อมั่นนี้
มองไปข้างหน้า นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าในการประชุมนักพัฒนาที่กำลังจะมาถึง (developer conference: งานที่บริษัทเปิดตัวเครื่องมือ/ฟีเจอร์ให้ชุมชนนักพัฒนา) จากความมั่นใจของซีอีโอในแอป Gemini (Gemini App: แอปผู้ช่วย/โมเดลปัญญาประดิษฐ์ของ Google) อาจเห็นการเชื่อมฟีเจอร์เข้ากับบริการอื่น ๆ (product integrations: การผสานฟีเจอร์ให้ทำงานร่วมกันในหลายผลิตภัณฑ์) ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นรอบถัดไปของหุ้น การถือคอลออปชันที่อายุยาวขึ้น (longer-dated call options: ออปชันระยะยาวกว่าปกติ) อาจเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการถือรับธีม AI ต่อไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า