ราคาเงินร่วงราว 1.5% มาอยู่แถว 74.40 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (troy ounce: หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่า) ในการซื้อขายช่วงเอเชียวันอังคาร หลุดระดับ 74.50 ดอลลาร์ โดยแรงกดดันมาจากความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านที่ดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ (inflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมแพงขึ้น)
แรงกระแทกจากเงินเฟ้อทำให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางอาจ “คุมเข้ม” นโยบายการเงินนานขึ้น (policy tighter: คงดอกเบี้ยสูง/ลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ) ขณะเดียวกัน ตลาดประเมินโอกาสหยุดยิง หลังมีข้อความใหม่จากอิหร่านถึงสหรัฐ
สัญญาณหยุดยิงและผลต่อการตลาด
มีรายงานว่าอิหร่านส่งรายละเอียดผ่านปากีสถาน ระบุว่าการสู้รบอาจยุติได้ หากสหรัฐยกเลิกการปิดล้อมทางเรือ ปรับกติกาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz: ช่องทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) และให้คำรับรองว่าจะไม่ใช้กำลังทางทหารในอนาคต แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งกล่าววันจันทร์ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอ ขณะที่แหล่งข่าวอิหร่านระบุว่า เตหะรานจะไม่หารือโครงการนิวเคลียร์ (nuclear programme: แผนพัฒนา/ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์) จนกว่าความขัดแย้งและข้อพิพาทด้านการขนส่งในอ่าวเปอร์เซียจะยุติ
ตลาดยังจับตาการประชุมธนาคารกลางสัปดาห์นี้ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐ) คาดคงกรอบดอกเบี้ยเป้าหมายที่ 3.50%–3.75% ในวันพุธ ซึ่งจะเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 3
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ: ธนาคารกลางของญี่ปุ่น) คาดคงดอกเบี้ยที่ 0.75% ในวันอังคาร และธนาคารกลางยุโรป (ECB: ธนาคารกลางของกลุ่มยูโรโซน) คาดคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit rate: ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ฝากเงินไว้กับ ECB) ที่ 2.0% ในวันพฤหัสบดี
การที่เงินหลุด 74.50 ดอลลาร์สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนัก “เงินเฟ้อจากสงคราม” มากกว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk: ความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ) ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านทำให้ตลาดเชื่อมากขึ้นว่าธนาคารกลาง โดยเฉพาะเฟด จะคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดราคาที่เร่งขึ้น ซึ่งกดดันสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกเบี้ย” อย่างเงิน (non-yielding asset: สินทรัพย์ที่ถือแล้วไม่ได้รับดอกเบี้ย/ผลตอบแทนเป็นดอก)
กลยุทธ์และประเด็นการวางสถานะ
เฟดคาดคงดอกเบี้ยที่ 3.50%–3.75% วันพุธนี้ โดยมีแรงหนุนจากรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค) ล่าสุดที่ชี้ว่าเงินเฟ้อเร่งเป็น 4.1% เมื่อเทียบรายปี (year-over-year: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ท่าที “สายเหยี่ยว” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) ทำให้ต้นทุนโอกาสของการถือเงินสูงขึ้น (opportunity cost: ผลตอบแทนที่เสียไปเมื่อเลือกถือสินทรัพย์หนึ่งแทนอีกสินทรัพย์) เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย พร้อมกดดันโลหะมีค่าตามภาพในอดีตเมื่อดอกเบี้ยระดับสูงถ่วงราคาตลาด
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สามารถพิจารณาวางสถานะรับโอกาสอ่อนตัวต่อใน XAG/USD (XAG/USD: ราคา “เงิน” เทียบ “ดอลลาร์สหรัฐ”) การซื้อออปชันแบบพุต (put option: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคาเฉพาะ ภายในเวลาที่กำหนด) ที่หมดอายุในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน เป็นวิธีรับโอกาสขาลงพร้อมจำกัดความเสี่ยง ส่วนการขายชอร์ตสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเงิน (short-selling silver futures: ขายสัญญาฟิวเจอร์สเพื่อทำกำไรเมื่อราคาลง) เหมาะกับผู้คาดว่าราคาจะหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค (technical support: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อพยุง)
ข้อมูลตลาดสะท้อนมุมมองเชิงลบมากขึ้น โดยความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความคาดหวังความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) ของพุตออปชันเงินเพิ่มขึ้นชัดเจนในรอบสัปดาห์ บ่งชี้ความต้องการป้องกันความเสี่ยงขาลง (downside protection: เครื่องมือ/กลยุทธ์กันความเสียหายหากราคาร่วง) ที่สูงขึ้น เป็นสัญญาณว่าผู้เล่นจำนวนมากเตรียมรับการปรับลงต่อก่อนราคาจะเริ่มทรงตัว
อีกด้านหนึ่ง เงินให้ผลตอบแทนแย่กว่าทองคำ โดยอัตราส่วนทองต่อเงิน (gold/silver ratio: จำนวนออนซ์เงินที่เทียบเท่าทอง 1 ออนซ์) ขยับเป็น 90:1 จากค่าเฉลี่ย 85:1 ที่เห็นตลอดปี 2025 สะท้อนว่าบรรยากาศปัจจุบันให้น้ำหนักบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของทองคำ (safe-haven: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อเสี่ยงสูง) มากกว่าเงิน และเงินยังถูกกดดันจากความกังวลเรื่องอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมชะลอ (industrial demand: ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรม)
ภาวะดอกเบี้ยสูงนานเป็นแรงกดดันสองทางต่อราคาเงิน เพราะทำให้ต้นทุนการถือครองสูงขึ้น และเสี่ยงทำให้กิจกรรมอุตสาหกรรมชะลอ ขณะที่ความต้องการเงินกว่าครึ่งมาจากการใช้งานในอุตสาหกรรม (industrial applications: การนำไปใช้ในสินค้า/กระบวนการผลิต) หากเศรษฐกิจชะลอจากนโยบายการเงินตึงตัว (tight monetary policy: นโยบายคุมเงินเข้ม เช่น ดอกเบี้ยสูง) จะจำกัดโอกาสการเด้งขึ้นของราคา และเป็นปัจจัยถ่วงสำคัญที่เคยกดผลงานของราคาเงินในปี 2025