NZD/USD ซื้อขายใกล้ 0.5910 ในวันอังคาร หลังดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) ที่ลดลงทำให้แรงหนุนต่อดอลลาร์อ่อนลง และช่วยให้ “กีวี” (Kiwi: ชื่อเรียกเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์) ฟื้นตัว
ข่าวภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical: ปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศที่กระทบตลาด) มีทั้งบวกและลบ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเพิ่มความไม่แน่นอน รายงานระบุว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่าสหรัฐได้ร้องขอการเจรจา ขณะที่อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอ ซึ่งช่วยลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อเสี่ยงสูง เช่น ดอลลาร์/เยน/ทองคำ)
มุมมองเฟด และแรงกดดันต่อดอลลาร์
ตลาดประเมินแนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: ธนาคารกลางสหรัฐที่กำหนดดอกเบี้ยนโยบาย) ใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองให้ลดดอกเบี้ย และ “คำแนะนำล่วงหน้า” (forward guidance: การสื่อสารแนวโน้มนโยบายในอนาคตของธนาคารกลาง) ที่ชัดเจนขึ้น ปัจจัยนี้กดดันดอลลาร์ แม้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง
บนกราฟ 4 ชั่วโมง NZD/USD อยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทั้งหมด (moving averages: เส้นค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังเพื่อดูแนวโน้ม) โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 20 ช่วง (20-period SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 20 แท่ง) ทรงตัวใกล้ 0.5890 ส่วนเส้น SMA 100 อยู่เหนือ SMA 200 และทั้งสองอยู่ต่ำกว่า SMA 20
ตัวชี้วัด (indicators: เครื่องมือทางเทคนิคช่วยวัดแนวโน้ม/แรงส่ง) ยังอยู่ในแดนบวก แต่แรงส่งยังจำกัด หากผ่าน 0.5930 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดรายเดือนของเดือนเมษายน อาจเปิดทางให้ปรับขึ้นต่อ
ย้อนกลับไปช่วงเวลาเดียวกันในปี 2025 NZD/USD ได้แรงหนุนจากดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลงและผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง ตลาดคาดว่าเฟดจะผ่อนคลายนโยบาย (ease policy: ลดดอกเบี้ยหรือทำให้นโยบายการเงินตึงน้อยลง) ซึ่งช่วยหนุนสกุลเงินที่เสี่ยงมากกว่า (riskier currencies: เงินที่มักได้แรงซื้อเมื่อรับความเสี่ยง เช่น NZD/AUD) เช่น กีวี และสะท้อนโอกาสทะลุระดับ 0.5930
แนวทางใช้ “ออปชัน” และการบริหารความเสี่ยง
ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทรงตัวใกล้ 4.6% สูงกว่าปีก่อนมาก ขณะที่เงินเฟ้อนิวซีแลนด์ไตรมาส 1 อยู่ที่ 4.0% ทำให้ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ: ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ผู้กำหนดดอกเบี้ย) ยังต้องระวัง แต่เงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดยังเหนียวตัว (sticky inflation: เงินเฟ้อลดลงยาก/ดื้อด้าน) แถว 3.5% ทำให้ตลาดเลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยแรง ๆ ของเฟดออกไป
เมื่อคู่เงินกำลังซื้อขายเหนือ 0.5930 นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อ “คอลออปชัน” (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์/คู่เงินที่ราคากำหนดในอนาคต) เพื่อเก็งว่าราคาจะขึ้นต่อไปหา 0.6000 ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยา (psychological level: ระดับกลม ๆ ที่ตลาดมักให้ความสำคัญ) โดยมีความเสี่ยงจำกัดตามค่าเบี้ยประกัน (premium: เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) แนวทางนี้อาศัยมุมมองว่ากีวีอาจทรงตัวได้แม้ดอลลาร์แข็ง
อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนสหรัฐที่สูงเป็นแรงต้านสำคัญ เพื่อป้องกันการกลับตัว (hedge: การลดความเสี่ยงด้วยการถือสถานะป้องกัน) การซื้อ “พุตออปชัน” (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายที่ราคากำหนด) โดยกำหนดราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่ใช้ซื้อ/ขายตามสิทธิในสัญญาออปชัน) ต่ำกว่าระดับรับสำคัญ 0.5890 จะช่วยคุ้มครองกรณีที่เฟดคงดอกเบี้ยสูงนาน (higher-for-longer: คงดอกเบี้ยระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาด) จนดอลลาร์กลับมาแข็ง
ความต่างของทิศทางนโยบายสหรัฐกับความทนทานของกีวีชี้ว่า “สเปรดออปชัน” (option spreads: การซื้อและขายออปชันพร้อมกันเพื่อจำกัดต้นทุน/ความเสี่ยง) อาจเหมาะในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: ซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิต่ำและขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูง เพื่อหวังได้กำไรจำกัดแต่ลดค่าเบี้ย) ช่วยเก็บกำไรระดับพอเหมาะและลดต้นทุน หากมองว่าขาขึ้นมีจำกัด กลยุทธ์นี้ทำให้กรอบความเสี่ยงและกำไรชัดเจนในภาวะตลาดที่ซับซ้อนขึ้น