This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

ทีดี ซีเคียวริตี้ส์คาดเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% โดยพาวเวลล์ยังคงท่าทีเป็นกลางท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน

by VT Markets
/
Apr 28, 2026

TD Securities คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (fed funds rate หรืออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นหลักของสหรัฐ) ไว้ที่ 3.50–3.75% ในการประชุม FOMC เดือนเมษายน และคาดว่าประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ จะหลีกเลี่ยงการให้สัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจนโยบายครั้งถัดไป

รายงานระบุว่าตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะสมดุล ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation หรือเงินเฟ้อที่รวมราคาพลังงานและอาหาร) ปรับขึ้นจากแรงกระแทกราคาน้ำมัน (oil shock หรือราคาน้ำมันพุ่งแรงในช่วงสั้น) ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน โดยคณะกรรมการมีแนวโน้มย้ำท่าที “อดทนรอดู” เพราะความไม่แน่นอนยังสูง

Powell Status And Leadership Outlook

รายงานระบุว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (Department of Justice) ยุติการสอบสวนพาวเวลล์ ซึ่งอาจทำให้การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเขาในตำแหน่งประธาน Fed และเสริมว่า หากเควิน วอร์ช (Warsh) ได้รับการรับรอง (confirmed หรือผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ) พาวเวลล์จะอยู่ต่อในตำแหน่งผู้ว่าการ (governor หรือกรรมการระดับสูงของ Fed) หรือไม่ เป็นการตัดสินใจของพาวเวลล์เอง

การไต่สวนในวุฒิสภาของวอร์ช (Senate hearing หรือกระบวนการซักถามก่อนรับตำแหน่ง) ถูกมองว่ายังให้ความชัดเจนจำกัดต่อทิศทางนโยบายระยะใกล้ โดยรายงานคาดว่าการลดดอกเบี้ยทันทีทำได้ยาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

TD Securities คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยไปจนถึงเดือนกันยายน 2026 จากนั้นจะลดดอกเบี้ยรวม 75 จุดพื้นฐาน (bps หรือ 0.01% ต่อ 1 bps) ถึงเดือนมีนาคม 2027 โดยประเมินว่าจะลด 50 bps ในเดือนกันยายนและธันวาคม และลดอีก 25 bps ในมีนาคม 2027 ทำให้อัตราดอกเบี้ยลงสู่ 3.00%

รายงานระบุว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (underlying inflation หรือแนวโน้มเงินเฟ้อที่ตัดปัจจัยผันผวนบางส่วนออก) อาจดีขึ้นเมื่อผลจากภาษีนำเข้า (tariffs) และน้ำมันค่อย ๆ จางลง อีกทั้งชี้ว่าข้อมูล ECI ไตรมาส 1 (Employment Cost Index หรือดัชนีค่าจ้าง/ต้นทุนแรงงาน) ในสัปดาห์นี้จะช่วยตรวจสอบแรงกดดันด้านต้นทุนแรงงาน

Trading Implications For Rates Volatility

หาก Fed คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% ตามคาด ภาพระยะสั้นคืออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมีแนวโน้มทรงตัว แรงกระแทกราคาน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) เกิน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ Fed ระมัดระวังมากขึ้น ประเด็นนี้ทำให้กลยุทธ์ “ขายความผันผวนระยะสั้น” (selling short-dated volatility คือการขายสัญญาออปชันอายุสั้นเพื่อรับค่าเบี้ย) เช่น ออปชันรายสัปดาห์หรือรายเดือนบนสัญญาฟิวเจอร์ส SOFR อาจเป็นทางเลือกเพื่อรับค่าเบี้ยประกัน (premium หรือเงินที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) ระหว่างที่ Fed รอดูสถานการณ์

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนที่สูงทำให้ช่วงสงบอาจอยู่ไม่นาน การยกระดับหรือผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันผันผวนแรง ดังนั้น การซื้อออปชันอายุยาวขึ้น (longer-dated options คือออปชันที่หมดอายุไกลกว่า) ที่หมดอายุหลังช่วงฤดูร้อน เช่น ใกล้การประชุม FOMC เดือนกันยายน อาจใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge) ต่อความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน

รายงานมองว่ามีโอกาสเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน รวม 50 bps ภายในสิ้นปีนี้ นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์ด้วยการซื้อสัญญาฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ย (interest rate futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงดอกเบี้ย) ที่ชำระราคาในปลายปี 2026 เช่น สัญญา SOFR Futures เดือนธันวาคม เพื่อ “ล็อก” อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าในวันนี้ แนวคิดนี้สะท้อนมุมมองว่าเมื่อผลกระทบจากน้ำมันและภาษีนำเข้าลดลง Fed จะกลับมาอยู่ในวัฏจักรผ่อนคลายนโยบาย (easing cycle หรือช่วงลดดอกเบี้ย)

ตลาดแรงงานยังสมดุลและไม่ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ โดยรายงานการจ้างงานล่าสุดเฉลี่ยเพิ่มราว 200,000 ตำแหน่ง และ ECI ไตรมาส 1 ชี้ว่าการเติบโตของค่าจ้างเริ่มชะลอ ซึ่งหนุนมุมมองว่าแรงดันเงินเฟ้อรอบนี้เป็นเพียงชั่วคราว นอกจากนี้ยังอ้างถึงช่วงขึ้นดอกเบี้ยแรงในปี 2022–2023 (aggressive hiking cycle คือช่วงปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องและเร็ว) และท่าที “อดทน” ของ Fed ในปัจจุบันสะท้อนความต้องการหลีกเลี่ยงการตอบสนองต่อแรงกระแทกด้านอุปทานที่อยู่ไม่นาน (transitory supply shocks คือปัญหาด้านต้นทุน/สินค้าเกิดชั่วคราว เช่น ราคาพลังงานพุ่ง)

การเปลี่ยนผ่านจากพาวเวลล์ไปสู่วอร์ชเพิ่มความไม่แน่นอนอีกชั้น วอร์ชเคยวิจารณ์การทำงานของ Fed ต่อเงินเฟ้อในอดีต สื่อถึงแนวโน้ม “เข้มงวด” มากกว่า (more hawkish คือให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ แม้ต้องคง/ขึ้นดอกเบี้ย) ในระยะยาว ซึ่งอาจทำให้รอบการลดดอกเบี้ยที่เริ่มในเดือนกันยายน “ลดได้ไม่ลึก” หรือ “สั้นกว่า” ที่ตลาดเคยคาด ส่งผลต่อการตั้งราคาอนุพันธ์ (derivative pricing คือการประเมินมูลค่าเครื่องมือการเงินที่อ้างอิงสินทรัพย์/อัตราดอกเบี้ย) สำหรับปี 2027 และหลังจากนั้น

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code