สหรัฐฯ จัดประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี โดยอัตราผลตอบแทนในการประมูล (auction yield: อัตราที่ผู้ซื้อยอมรับในการประมูล) ลดลงมาอยู่ที่ 3.955% จากครั้งก่อนที่ 3.98%
การที่อัตราผลตอบแทนประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปี ลดลงสู่ 3.955% สะท้อน “อุปสงค์” (demand: ความต้องการซื้อ) ต่อหนี้รัฐบาลที่แข็งแกร่ง ซึ่งหมายถึงนักลงทุนยอมรับผลตอบแทนต่ำลงเพื่อถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า ภาพนี้บ่งชี้ว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักมากขึ้นต่อโอกาสที่ “อัตราดอกเบี้ย” จะลดลงในระยะใกล้ และเป็นสัญญาณของภาวะ “หนีความเสี่ยง” (flight to safety: ย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย) ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัว
เงินเฟ้อเริ่มเย็นลง หนุนคาดการณ์ลดดอกเบี้ย
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน “ดัชนีราคาผู้บริโภค” (Consumer Price Index: CPI คือดัชนีวัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เดือนมีนาคม 2026 ซึ่งระบุว่า “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก) ชะลอลงมาอยู่ที่ 2.8% ลดลงชัดเจนจาก 3.1% ในเดือนกุมภาพันธ์ ข้อมูลนี้สนับสนุนมุมมองว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Federal Reserve: Fed หน่วยงานกำหนดนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ) อาจมีพื้นที่ในการ “ผ่อนคลายนโยบายการเงิน” (ease policy: ลดความเข้มงวด เช่น ลดดอกเบี้ย) ก่อนสิ้นปี
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากบรรยากาศตลอดปี 2025 ที่อัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับสูง โดยก่อนหน้านี้ “เงินเฟ้อภาคบริการ” (services inflation: ราคาค่าบริการ เช่น ค่าเช่า ค่ารักษา) ที่ยังเหนียวทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีทรงตัวเหนือ 4.4% เป็นเวลานาน ความต้องการซื้อพันธบัตรในปัจจุบันจึงสะท้อนว่าความคาดหวังของตลาดกำลังเปลี่ยนไปมาก
จากมุมมองดังกล่าว เราวางแนวทางรับมือกับโอกาสที่อัตราผลตอบแทนจะปรับลดลงต่อเนื่อง นักลงทุนสามารถพิจารณาถือสถานะ “ซื้อ” (long position: คาดว่าราคาจะขึ้น) ใน “สัญญาซื้อขายล่วงหน้า” (futures contract: สัญญาที่ตกลงซื้อขายในอนาคต) ของพันธบัตร เช่น 5-Year T-Note futures (ZF) ซึ่งเป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาพันธบัตรขึ้นและอัตราผลตอบแทนลง
“ออปชัน” (options: สิทธิในการซื้อหรือขาย ไม่ใช่ข้อผูกมัด) บน “กองทุน ETF ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย” (interest-rate sensitive ETF: กองทุนที่ราคามักปรับตามดอกเบี้ย) เช่น IEF ซึ่งเน้นพันธบัตรช่วงอายุปานกลาง ก็เริ่มน่าสนใจ การซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิซื้อเพื่อหวังราคาขึ้น) ช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่า (leveraged exposure: ได้ผลคล้ายใช้เงินมากขึ้น) และใช้เงินทุนมีประสิทธิภาพกว่าการถือสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง
หุ้นที่ไวต่อดอกเบี้ยเริ่มน่าจับตา
ต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงมักเป็นบวกต่อกลุ่ม “หุ้นเติบโต” (growth stocks: หุ้นที่คาดว่ากำไรโตสูง) โดยเฉพาะเทคโนโลยีและหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เรามองว่าสภาพแวดล้อมนี้เอื้อต่อการถือมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเทคฯ และกลุ่มที่คล้ายกัน อีกทั้งการลงทุนผ่าน “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์อื่น) บนดัชนีอย่าง Nasdaq 100 ผ่านคอลออปชันหรือฟิวเจอร์สก็น่าสนใจมากขึ้น