ดัชนีภาคการผลิตของธนาคารกลางสหรัฐสาขาดัลลัส (Dallas Fed Manufacturing Business Index) ปรับลดลงสู่ระดับ -2.3 ในเดือนเมษายน จาก -0.2 ในครั้งก่อน
การปรับลงครั้งนี้ทำให้ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับศูนย์มากขึ้น ซึ่งหมายถึงกิจกรรมการผลิตในเขตดัลลัสเฟดอ่อนแอลงในเดือนเมษายน
ภาคโรงงานเท็กซัสชะลอ และนัยต่อตลาด
ดัชนีดัลลัสเฟดที่ลดลงสู่ -2.3 สะท้อนว่าแรงชะลอตัวในเท็กซัสรุนแรงขึ้น โดยเท็กซัสมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตของสหรัฐ ภาพนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนต่อเศรษฐกิจสหรัฐในวงกว้าง และอาจเหมาะกับการปรับกลยุทธ์ให้ “ระมัดระวังความเสี่ยง” มากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
ข้อมูลระดับภูมิภาคนี้สอดคล้องกับดัชนีภาคการผลิตของสถาบันจัดการด้านอุปทานสหรัฐ (ISM Manufacturing PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของภาคการผลิต) ที่ล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 49.8 ซึ่งต่ำกว่า 50 และหมายถึง “ภาวะหดตัว” ของกิจกรรมการผลิต ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าความต้องการสินค้าอ่อนแรงไม่ได้เกิดเฉพาะจุด และทำให้ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมถูกจับตา ขณะเดียวกันตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนระหว่างสัญญาณการเติบโตที่ชะลอ กับธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: เฟด) ที่ยังให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อ
ในมุมการบริหารความเสี่ยง อาจพิจารณาซื้อ “พุทออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยง” (protective puts: สิทธิในการขายที่ใช้คุ้มครองพอร์ตหากราคาปรับลง) บนกองทุน ETF กลุ่มอุตสาหกรรมและขนส่ง นอกจากนี้ ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX: ตัวชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาดการณ์จากราคาออปชันของ S&P 500) อยู่แถว 17 ซึ่งถือว่าอยู่ระดับปานกลางในเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้ต้นทุนการทำประกันความเสี่ยงด้วยออปชันไม่สูงนักในช่วงนี้ อีกทางเลือกคือขาย “คอลสเปรดนอกเงิน” (out-of-the-money call spreads: กลยุทธ์ขายสิทธิซื้อในระดับราคาที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน โดยทำเป็นช่วงเพื่อลดความเสี่ยง) ในหุ้นภาคการผลิตรายตัวที่ส่งสัญญาณว่ากำไรมีแนวโน้มอ่อนตัว
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนจากรายงานเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุด (core CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ตัดรายการผันผวนอย่างอาหารและพลังงานออก) ที่ชี้ว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่ากรอบเป้าหมายของเฟด โดยอยู่ที่ 3.6% ภายใต้เงินเฟ้อที่ยังสูง ธนาคารกลางมีพื้นที่จำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดดอกเบี้ย ทำให้การปรับฐานของหุ้นอาจเจ็บปวดมากขึ้น
ในช่วงถัดไป ตลาดจะจับตาผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ เพื่อยืนยันแนวโน้มชะลอตัว หากบริษัทให้ “แนวโน้มธุรกิจล่วงหน้า” (guidance: มุมมองของบริษัทต่อรายได้/คำสั่งซื้อในอนาคต) ที่ชี้ว่าคำสั่งซื้อในอนาคตลดลง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดได้ ดังนั้น การถือมุมมอง “ลบถึงกลาง” โดยใช้ “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชันและฟิวเจอร์ส) เพื่อคุมความเสี่ยงจึงอาจเหมาะสม