TD Securities รายงานว่าสัปดาห์นี้สหรัฐฯ มีชุดข้อมูลเศรษฐกิจออกมาจำนวนมาก ได้แก่ GDP, ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index: มาตรวัดเงินเฟ้อที่ดูการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่าย), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM manufacturing: แบบสำรวจภาคโรงงานที่สะท้อนกิจกรรมการผลิต), และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (durable goods orders: คำสั่งซื้อสินค้าที่มีอายุใช้งานยาว เช่น เครื่องจักร รถยนต์), ข้อมูลการค้า, ข้อมูลที่อยู่อาศัย และแบบสำรวจจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ในภูมิภาค (regional Fed surveys: แบบสำรวจภาวะธุรกิจรายพื้นที่) โดยข้อมูลเหล่านี้คาดว่าจะมีผลต่อทิศทางระยะสั้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ข้อมูลสัปดาห์นี้คาดว่าจะสะท้อนผลกระทบระยะแรกจากความขัดแย้งอิหร่าน ผ่านราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากภาษีนำเข้า (tariff pressures: ต้นทุนที่เพิ่มจากการเก็บภาษีสินค้านำเข้า) ปัจจัยเหล่านี้คาดว่าจะดันเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด รวมอาหารและพลังงาน) สูงขึ้น และช่วยหนุนการใช้จ่ายในรูปตัวเงิน (nominal spending: มูลค่าการใช้จ่ายตามราคา ณ ปัจจุบัน ยังไม่หักผลเงินเฟ้อ) แต่กดดันการใช้จ่ายจริง (real spending: การใช้จ่ายหลังหักผลเงินเฟ้อ สะท้อนกำลังซื้อจริง)
สัญญาณสำคัญด้านเงินเฟ้อและการใช้จ่าย
เงินเฟ้อ PCE พื้นฐาน (core PCE: ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน) เดือนมีนาคมคาดที่ 0.26% m/m (เทียบเดือนก่อน) และ 3.2% y/y (เทียบปีก่อน) ส่วน PCE ทั่วไปคาดที่ 0.64% m/m และ 3.5% y/y การใช้จ่ายส่วนบุคคลคาดที่ 0.7% ขณะที่การใช้จ่ายจริงคาดที่ 0.1%
GDP ไตรมาส 1 คาดขยายตัวเป็น 2.2% q/q annualised (อัตรารายปีแบบปรับให้เทียบเท่ารายปี จากการเปลี่ยนแปลงรายไตรมาส) หลัง 0.5% ในไตรมาส 4 โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ฟื้นตัวหลังปิดหน่วยงานรัฐ (shutdown: การปิดหน่วยงานชั่วคราวเมื่อขาดงบประมาณ) การใช้จ่ายผู้บริโภคใน GDP คาดชะลอเหลือ 1%
ดัชนี ISM ภาคการผลิตคาดเพิ่มเป็น 53.5 แม้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคคาดอ่อนลงเล็กน้อยจากราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้น
ผลต่อการตลาดสำหรับนักเทรด
เช่นเดียวกับแรงกระแทกราคาน้ำมันจากเหตุอิหร่านในปี 2025 ขณะนี้ตลาดเผชิญแรงกดดันฝั่งอุปทาน (supply-side pressure: ต้นทุน/ราคาถูกดันจากของมีน้อย ไม่ใช่จากดีมานด์เพิ่ม) จากการลดกำลังผลิตของ OPEC+ ซึ่งดันน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate: เกรดอ้างอิงราคาน้ำมันของสหรัฐฯ) กลับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อทั่วไปในข้อมูลที่จะประกาศ และมีแนวโน้มกดดันการใช้จ่ายจริงของครัวเรือน สำหรับนักเทรดอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน ฟิวเจอร์ส) หมายถึงตลาดอาจตั้งราคาความผันผวน (volatility: ความแกว่งของราคา) สูงขึ้นในกลุ่มพลังงานและขนส่ง
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ถูกจำกัดด้วยเงินเฟ้อ ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยจึงถูกเลื่อนออกไป โดยฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed Funds futures: สัญญาที่สะท้อนคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต) กำลังสะท้อนว่าโอกาสขยับครั้งแรกอาจเป็นต้นปี 2027 ความไม่แน่นอนด้านนโยบายทำให้ดัชนีความผันผวน VIX (ตัวชี้ความคาดหวังความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ) ที่เคยอยู่แถว 14 ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ระดับ 18 นักเทรดอาจพิจารณาซื้อพุท (puts: ออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลดลง) บนดัชนีหุ้นกว้าง ๆ เช่น SPX (ดัชนี S&P 500) เพื่อป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดผลกระทบหากตลาดลง) จากแรงกดดันแบบ “เศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง” (stagflation: โตช้า/ถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง)
ภาวะนี้โดยทั่วไปหนุนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า เพราะเงินทุนไหลหาสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก เรามองว่าออปชันคอลฝั่งซื้อ (long call options: ซื้อสิทธิ์เพื่อรับประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) บนดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY: ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ให้ความคุ้มค่าระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า