หุ้นสหรัฐยังยืนใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ราคาน้ำมันปรับขึ้น ฟิวเจอร์สสหรัฐเคลื่อนไหวผสม ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงเล็กน้อย และตลาดพันธบัตรก็อ่อนตัวด้วย
ตลาดให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของธนาคารกลางที่กำลังจะมาถึง ผลประกอบการของหุ้นเทคขนาดใหญ่ และการเจรจาสหรัฐ–อิหร่านที่ยังไม่คืบหน้า แรงซื้อขายส่วนหนึ่งมาจากสุดสัปดาห์ที่ค่อนข้างเงียบ และการจัดพอร์ตล่วงหน้าก่อนการประกาศนโยบาย โดยเริ่มจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันพรุ่งนี้
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดสำคัญ
ดอลลาร์สหรัฐและราคาน้ำมันถูกมองเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเคลื่อนไหวตามข้อมูลเงินเฟ้อและการเติบโต ขณะตลาดรอ “สัญญาณนำทางนโยบาย” (คำใบ้ทิศทางดอกเบี้ย/การเงินในอนาคต) จากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางอื่น ๆ ต่อแรงกระแทกด้านพลังงานของโลกจากปัญหาอุปทาน (น้ำมัน/พลังงานขาดแคลนหรือส่งมอบติดขัด)
มีการกล่าวถึงการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟด โดยตลาดจับตากระบวนการรับรองจากสภา อย่างไรก็ดี ยังไม่เห็น “แรงผ่อนคลายของตลาด” (ความกังวลลดลงจนสินทรัพย์เสี่ยงปรับขึ้น) จากประเด็นนี้อย่างชัดเจน
ขณะนี้ดัชนี S&P 500 ซื้อขายเหนือ 6,200 จุดที่ระดับสูงสุดใหม่ แต่ความแข็งแกร่งดังกล่าวไม่สะท้อนในค่าเงินดอลลาร์ที่ยังอ่อน แม้ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate: ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐ) ยังทรงตัวสูงกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเนื่องตั้งแต่เหตุขัดข้องด้านอุปทานที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2025 ตลาดดูเหมือนรอสัญญาณชัดเจนก่อนตัดสินใจ “ขยับรอบใหญ่” (เปลี่ยนทิศทาง/ความเสี่ยงของพอร์ตครั้งสำคัญ)
สองตัวแปรสำคัญตอนนี้คือดอลลาร์และน้ำมัน เพราะมีผลโดยตรงต่อ “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” (การคาดการณ์ว่าราคาสินค้าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเท่าไร) รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวเลขวัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการสำหรับผู้บริโภค) ล่าสุดชี้เงินเฟ้อ 3.8% ทำให้แรงกดดันต่อเฟดยังอยู่ เราจับตาข้อมูลการเติบโตเพื่อดูว่าพลังงานที่แพงต่อเนื่องเริ่มฉุดเศรษฐกิจหรือไม่
การจัดพอร์ตล่วงหน้าก่อนการประชุมธนาคารกลาง
เมื่อการประชุมเฟดครั้งถัดไปเหลือเวลาเพียงกว่า 1 สัปดาห์ในวันที่ 6 พ.ค. ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนในราคาออปชัน/สิทธิซื้อขายล่วงหน้า) ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยดัชนี VIX (ดัชนีความกลัวของตลาดหุ้นสหรัฐ) อยู่แถว 16 จุด ภาพนี้สะท้อนว่าออปชันมีราคาไม่สูงนัก ทำให้เกิดช่องทางสำหรับการวางสถานะเพื่อรับโอกาส “แกว่งแรง” หลังประกาศนโยบายธนาคารกลาง โดยอาจพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อความผันผวนพุ่ง เช่น “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อออปชันทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) บนคู่เงินสำคัญ หรือสัญญาน้ำมันล่วงหน้า (oil futures: สัญญาซื้อขายน้ำมันกำหนดส่งมอบในอนาคต)
ด้วยระดับตลาดหุ้นที่อยู่สูง “การป้องกันความเสี่ยง” (hedging: ลดความเสี่ยงขาดทุนจากการเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิด) ควรเป็นประเด็นสำคัญ การซื้อพุตออปชัน (put options: สิทธิขายที่ราคาที่กำหนด ช่วยคุ้มครองเมื่อราคาตลาดปรับลง) บนดัชนีหลักสามารถช่วยกันความเสี่ยงขาลง หากเฟดส่งสัญญาณ “เข้มงวด” (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คุมเข้มนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) เกินคาด หรือเกิดแรงกระแทกรอบใหม่จากราคาพลังงาน ปีก่อน ๆ ตลาดเคยเปลี่ยนมุมมองเร็วในช่วงความไม่แน่นอนของดอกเบี้ยปี 2025 จึงควรเตรียมรับสถานการณ์คล้ายกัน