GBP/USD ปรับขึ้นจากบริเวณใกล้ระดับ 1.3500 และทำจุดสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ระหว่างการซื้อขายในเอเชียวันจันทร์ โดยเคลื่อนไหวต่ำกว่ากลางช่วง 1.3500 เล็กน้อย เพิ่มขึ้น 0.10% ในวันเดียวกัน
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังมีรายงานว่าอิหร่านยื่นข้อเสนอใหม่ต่อสหรัฐเกี่ยวกับการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) และยุติสงคราม ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดลดการคาดการณ์ว่าเฟดจะเข้มงวดมากขึ้น (hawkish Federal Reserve: เฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อแรง) ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อดอลลาร์
ปอนด์ได้แรงหนุนจากนโยบายและสัญญาณทางเทคนิค
แรงคาดการณ์ว่า “ธนาคารกลางอังกฤษ” (Bank of England) อาจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปีนี้หนุนค่าเงินปอนด์ ก่อนหน้านี้คู่เงินย่อตัวลงจากโซน 1.3600 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบสองเดือน แล้วทรงตัวใกล้ “เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 200 วัน” (200-day simple moving average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะกลาง) และระดับ “ฟีโบนัชชี รีเทรซเมนต์ 38.2%” (Fibonacci retracement: ระดับสัดส่วนที่นักเทคนิคใช้หาจุดย่อ/เด้งของราคา) ของช่วงที่ร่วงเดือนม.ค.–มี.ค.
การขยับเหนือระดับรีเทรซเมนต์ 50% ทำให้แนวโน้มขาขึ้นยังอยู่ ดัชนี RSI อยู่ใกล้ 59 (RSI: ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขาย) และ MACD ยังอยู่ในแดนบวก (MACD: ตัวชี้วัดแนวโน้มและโมเมนตัม)
แนวต้านอยู่แถวระดับรีเทรซเมนต์ 61.8% ที่ 1.3608 ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1.3523 ถัดไป 1.3437 และ 1.3332 โดย 1.3161 เป็นระดับลึกลงไปอีกด้านล่าง
บทวิเคราะห์ทางเทคนิคนี้จัดทำโดยอาศัยเครื่องมือ AI ช่วยคำนวณ
กลยุทธ์ออปชันสำหรับมุมมองขาขึ้น
เมื่อคาดว่าดอลลาร์สหรัฐอาจอ่อนค่าและปอนด์แข็งค่า สามารถพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์หาก GBP/USD ขยับขึ้นสู่โซน 1.3600 เช่น ซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิในการซื้อที่ราคาเป้าหมาย ไม่ใช่ภาระผูกพัน) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) ใกล้ 1.3550 เพื่อรับผลจากการขึ้นของราคาโดยจำกัดความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า ทางเลือกที่ระมัดระวังคือ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: ซื้อคอลระดับหนึ่งและขายคอลอีกระดับเพื่อลดต้นทุน แต่จำกัดกำไรสูงสุด)