ราคาทองคำในมาเลเซียปรับขึ้นในวันจันทร์ อ้างอิงข้อมูลจาก FXStreet โดยทองคำอยู่ที่ 600.51 ริงกิตมาเลเซียต่อกรัม เพิ่มขึ้นจาก 598.44 ริงกิตมาเลเซียในวันศุกร์
ราคาต่อ “โทลา” (หน่วยชั่งน้ำหนักทองที่นิยมในเอเชียใต้ ราว 11.66 กรัม) เพิ่มขึ้นเป็น 7,004.28 ริงกิตมาเลเซีย จาก 6,980.08 ริงกิตมาเลเซียในวันศุกร์ ขณะที่ราคาอื่น ๆ ได้แก่ 6,005.14 ริงกิตมาเลเซียต่อ 10 กรัม และ 18,678.09 ริงกิตมาเลเซียต่อทรอยออนซ์ (หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่า ราว 31.103 กรัม)
วิธีคำนวณราคาทองคำในมาเลเซีย
FXStreet คำนวณราคาทองคำในมาเลเซียโดยแปลงราคาทองคำโลกผ่านอัตราแลกเปลี่ยน USD/MYR (ดอลลาร์สหรัฐ/ริงกิตมาเลเซีย) และแปลงเป็นหน่วยท้องถิ่น โดยอัปเดตราคาทุกวัน ณ เวลาที่เผยแพร่ ข้อมูลใช้เพื่ออ้างอิงเท่านั้น เพราะราคาจริงในพื้นที่อาจต่างออกไป
ทองคำถูกใช้มาอย่างยาวนานในฐานะ “สินทรัพย์เก็บมูลค่า” (ถือไว้เพื่อรักษามูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป) และ “สื่อกลางการแลกเปลี่ยน” (ใช้ซื้อขายแทนเงินในบางยุค) โดยมักถูกซื้อเมื่อ ตลาดตึงเครียด (ช่วงที่ความเสี่ยงสูง นักลงทุนกังวล) และถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ป้องกันความเสี่ยง” (ลดผลกระทบจากความผันผวน) จากเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อน
ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำสำรองมากที่สุด และเพิ่มการถือครอง 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ตามข้อมูลสภาทองคำโลก (World Gold Council) ซึ่งเป็นการซื้อรายปีสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึก โดยประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี เพิ่มทุนสำรอง
ทองคำมักเคลื่อนไหว “สวนทาง” กับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ) และอาจเคลื่อนไหวตรงข้ามกับสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำ ได้แก่ เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (ความตึงเครียดระหว่างประเทศ) ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ย และความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากทองคำกำหนดราคาเป็นดอลลาร์ (XAU/USD: ราคาทองคำเทียบดอลลาร์)
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดสำคัญ
ราคาทองคำขยับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์เก็บมูลค่าเพื่อรับมือความผันผวนของค่าเงิน การเคลื่อนไหวแม้ไม่มาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ผู้ลงทุนใน “อนุพันธ์” (ตราสารทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ควรติดตาม โดยแรงหนุนหลักยังมาจากการซื้อสะสมของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี แรงกดดันสำคัญต่อทองคำคือแนวโน้มดอกเบี้ยและความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐ ตลาดกำลังประเมินสัญญาณว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่เคยคาดไว้ช่วงปลายปีก่อน ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของการถือทองคำเพิ่มขึ้น (เพราะทองคำไม่ให้ดอกเบี้ยหรือกระแสรายได้) จึงอาจจำกัดการปรับขึ้นของราคา
ความสัมพันธ์แบบสวนทางกับดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยหลัก เพราะดอลลาร์แข็งทำให้ทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแรงหนุนพื้นฐานต่อทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (ลงทุนเพื่อหลบความเสี่ยง) หากความตึงเครียดโลกยกระดับ อาจกระตุ้นแรงซื้อเพื่อความปลอดภัยและหนุนราคาทองคำ
สำหรับผู้ลงทุนอนุพันธ์ ภาวะนี้ชี้ไปที่การแกว่งตัวในกรอบ แต่มีโอกาสผันผวนแรงจากข่าว โดยกลยุทธ์ “ขายความผันผวน” (ได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งไม่แรง) เช่น short strangle (ขายออปชันคอลและพุทนอกกรอบราคาเดียวกัน) หรือ iron condor (ผสมการซื้อ-ขายออปชัน 4 ขาเพื่อจำกัดความเสี่ยงและหวังให้ราคาอยู่ในกรอบ) อาจเหมาะหากราคาทองคำยังถูกจำกัดระหว่างแรงซื้อธนาคารกลางและแรงต้านจากนโยบายดอกเบี้ย ในทางกลับกัน การถือ “คอลออปชันระยะยาว” (สิทธิ์ซื้อในอนาคต) เป็นวิธีต้นทุนไม่สูงเพื่อวางตำแหน่งลุ้นการทะลุกรอบ หากเกิดปัจจัยเร่งจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์หรือ Fed เปลี่ยนน้ำเสียงเป็น “ผ่อนคลาย” มากขึ้น (dovish: สนับสนุนนโยบายดอกเบี้ยต่ำ)
สร้างบัญชีจริง VT Markets ของคุณ และ เริ่มเทรด ได้ทันที