การเติบโตของ AI หนุนหุ้นกลุ่มหน่วยความจำและสตอเรจ เพราะทั้งสองอย่างจำเป็นต่อการรันระบบ AI และรองรับปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่ บทความยก Micron Technology และ Seagate Technology เป็นสองบริษัทที่ได้อานิสงส์จากดีมานด์ดังกล่าว
หุ้น Micron ปรับขึ้นมากกว่า 70% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) และซื้อขายที่ประมาณ 8.4 เท่าของกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า (forward earnings: ใช้กำไรที่นักวิเคราะห์คาดในอนาคตมาคำนวณมูลค่า) โดยหน่วยความจำ HBM3E (HBM: หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงสำหรับชิป AI, 3E คือรุ่นที่พัฒนาเพิ่ม) รองรับการส่งข้อมูลได้ 1.2TB ต่อวินาที และ Micron เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ (mass production: ผลิตจำนวนมากเพื่อขายจริง) ของ HBM3E ขนาด 24GB แบบ 8-High (ชิปซ้อน 8 ชั้น) ตั้งแต่ต้นปี 2024
HBM3E ใช้พลังงานน้อยกว่าคู่แข่งราว 30% และกำลังการผลิต HBM ของ Micron สำหรับปี 2026 ถูกจองเต็มแล้ว (sold out: ลูกค้าจองกำลังผลิตหมด) ส่วน HBM4 ตั้งเป้าความเร็วมากกว่า 2.8TB ต่อวินาที และประหยัดพลังงานดีกว่า HBM3E มากกว่า 20% โดยจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือนเมษายน 2026 และราคาปรับขึ้นมากกว่า 50%
บทความระบุว่า 90% ของข้อมูลถูกเก็บบนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD: จานแม่เหล็กหมุนสำหรับเก็บข้อมูล) ซึ่งมีต้นทุนต่อความจุ 1TB ถูกกว่า SSD (ไดรฟ์แบบชิป ไม่มีจานหมุน) ได้มากสุดราว 6 เท่า พร้อมระบุว่า Seagate เป็นผู้ผลิต HDD รายใหญ่ที่สุดของโลก และแพลตฟอร์ม Mozaic ให้ความจุมากกว่า 4TB ต่อแผ่นจาน (platter: แผ่นจานที่บันทึกข้อมูลใน HDD)
นอกจากนี้ ระบุว่าไดรฟ์ nearline ของ Seagate (nearline: HDD สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เน้นความจุสูงและต้นทุนต่ำ) ถูกจองเต็มสำหรับปี 2026 เช่นกัน และชี้ว่าแนวโน้มงบลงทุน (capital expenditure หรือ Capex: เงินลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ ชิป ระบบจัดเก็บข้อมูล) ของผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscaler: ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มาก) สามารถกระทบดีมานด์และระดับราคาในตลาดของทั้งสองบริษัทได้