ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เข้าใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาล แม้เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บทความกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย (เศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่อง), เงินเฟ้อ และความเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้น พร้อมยกตัวชี้วัดเพื่อประเมินว่าหุ้นสหรัฐฯ “แพงเกินจริง” หรือไม่
บทความอธิบาย “ดัชนีบัฟเฟตต์ (Buffett Indicator)” ซึ่งคำนวณจาก “มูลค่าตลาดรวมของหุ้นสหรัฐฯ” (มูลค่ารวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด) หารด้วย “GDP สหรัฐฯ” (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนขนาดเศรษฐกิจ) โดยระบุว่าในอดีตค่าใกล้ 100% หรือต่ำกว่าถือว่าเป็นระดับที่พบได้ทั่วไป ช่วง 70–80% จัดว่า “น่าลงทุน” และระดับใกล้หรือมากกว่า 200% สะท้อนว่าหุ้นแพงและความเสี่ยงสูงขึ้น
Buffett Indicator Update
บทความระบุว่าดัชนีบัฟเฟตต์ขณะนี้สูงกว่า 220% และยังชี้ว่าในช่วงฟองสบู่ดอตคอม (dot-com: ยุคที่หุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตถูกเก็งกำไรแรงช่วงปลายทศวรรษ 1990) เคยขึ้นไปประมาณ 150% ซึ่งต่ำกว่าระดับปัจจุบัน
จากนั้นกล่าวถึง “Shiller PE ratio” (ค่า P/E แบบชิลเลอร์ หรือ CAPE: เปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรเฉลี่ย 10 ปีหลังปรับเงินเฟ้อ เพื่อให้เห็นความแพง-ถูกแบบระยะยาว) นิยามคือ “ราคาเฉลี่ยของ S&P 500” เทียบกับ “กำไรเฉลี่ย 10 ปีที่ปรับด้วยเงินเฟ้อ” (ปรับเป็นมูลค่าที่แท้จริง) พร้อมกราฟย้อนหลัง 100 ปี โดยระบุว่าค่าในปัจจุบันใกล้ 40 คล้ายช่วงต้นทศวรรษ 2000 และสูงกว่าระดับยุค “roaring twenties” (ยุคเศรษฐกิจคึกคักในสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษ 1920)
ต่อมาบทความอธิบาย “สัดส่วนการถือครองหุ้นของครัวเรือน” (household exposure to equities: มูลค่าหุ้นที่ถือครองเทียบกับความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือน) ว่าอยู่ที่ระดับสูงสุดตลอดกาลหรือใกล้เคียง อีกทั้งกล่าวถึงการประเมินมูลค่าสูงในบางธีม เช่น AI (ปัญญาประดิษฐ์) รวมถึงบริษัทที่ยัง “ขาดทุน” (ยังไม่มีกำไรสุทธิ) แต่ราคาหุ้นถูกดันขึ้นจากความคาดหวัง
เราเห็นภาพความแพงของตลาดผ่านดัชนีบัฟเฟตต์ ซึ่งสะท้อนมูลค่าตลาดหุ้นรวมเทียบกับ GDP ของประเทศ แม้ดัชนีจะลดลงจากจุดสูงกว่า 220% ที่เห็นในปี 2025 แต่ปัจจุบันอยู่ราว 185% ณ เดือนเมษายน 2026 ระดับนี้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก และสูงกว่าจุดสูงสุดช่วงฟองสบู่ดอตคอม บ่งชี้ว่าตลาดยังเปราะบาง
ค่า Shiller PE ratio ซึ่งเปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรเฉลี่ย 10 ปีหลังปรับเงินเฟ้อ สนับสนุนมุมมองระมัดระวังนี้ โดยปัจจุบันอยู่แถว 35 ซึ่งในอดีตมักปรากฏก่อนตลาดปรับลงแรง เช่น วิกฤตปี 1929 และฟองสบู่เทคแตกปี 2000 การประเมินมูลค่าแบบนี้หมายความว่า “ผลตอบแทนในอนาคต” (กำไรจากการลงทุนต่อไป) มีแนวโน้มต่ำลงกว่าที่นักลงทุนคุ้นเคยในช่วงก่อนหน้า
Implications For Traders
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยิ่งเพิ่มความตึงเครียด และทำให้ความเสี่ยง “นโยบายพลาดพัง” (policy mistake: ธนาคารกลางกำหนดดอกเบี้ยเข้ม/ผ่อนผิดจังหวะจนกระทบเศรษฐกิจและตลาด) มีโอกาสมากขึ้น รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) เดือนมีนาคม 2026 ระบุว่าเงินเฟ้อทรงตัวที่ 3.1% สูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้เรื่องที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเริ่มลดดอกเบี้ยช่วงฤดูร้อนนี้ถูกตั้งคำถาม ตลาดจึงให้น้ำหนักกับภาพ “ดอกเบี้ยสูงอยู่นาน” (higher for longer: ดอกเบี้ยไม่ลดเร็ว) ซึ่งโดยทั่วไปจะกดดันการประเมินมูลค่าหุ้น เพราะต้นทุนเงินสูงขึ้นและมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตลดลง