USD/CHF ปรับลงในวันศุกร์ แต่ปิดสัปดาห์บวกกว่า 0.35% ซื้อขายที่ 0.7841 การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังตลาดมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านอาจกลับมาเริ่มได้อีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์
มุมมองทางเทคนิคยังชี้ว่า ราคาอาจแกว่งตัวสะสมกำลังในกรอบ 0.7800-0.7900 โดยดัชนี Relative Strength Index (RSI: ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขายเพื่อดูโมเมนตัม) อยู่ในฝั่งลบและปรับลดลงต่อเนื่อง สะท้อนความเสี่ยงที่ราคาอาจอ่อนตัวลงได้อีก
Key Technical Levels
คู่เงินขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบ 9 วันที่ 0.7877 แต่แรงขึ้นเริ่มชะลอ ก่อนปิดใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (50-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 50 วัน ใช้ดูแนวโน้ม) ที่ 0.7840 และยังไม่สามารถผ่านแนวต้านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (100-day SMA) ที่ 0.7863 ได้
หากคู่เงินอ่อนตัว แนวรับแรกอยู่ที่ 0.7800 ต่ำกว่านั้น ตลาดจะจับตาจุดต่ำสุดวันที่ 17 เม.ย. ที่ 0.7775 จากนั้นเป็นระดับ “รายวันแบบลอการิทึม” วันที่ 10 มี.ค. ที่ 0.7748 (daily log level: ระดับราคาที่คำนวณด้วยสเกลลอการิทึม ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าเป็นหน่วยราคา) และจุดต่ำสุดวันที่ 27 ก.พ. ที่ 0.7672
หากราคากลับมายืนเหนือ 100-day SMA ได้ แนวต้านจะอยู่ที่ 0.7900 หากทะลุ 0.7900 จะเปิดทางให้ทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA: ค่าเฉลี่ย 200 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะยาว) ที่ 0.7936 และถัดไปที่ 0.8000
Options Strategy Considerations
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือทิศทางนโยบายที่ต่างกันชัดเจนระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังลดลงช้า โดยตัวเลข CPI ล่าสุดของเดือนมี.ค. 2026 อยู่ที่ 3.1% เมื่อเทียบรายปี (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) ทำให้เฟดส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย “สูงนานกว่าที่คาด” (higher for longer: คงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงเป็นเวลานาน) ส่งผลหนุนค่าเงินดอลลาร์
ด้านสวิตเซอร์แลนด์ SNB เป็นหนึ่งในธนาคารกลางรายใหญ่กลุ่มแรกที่เริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนที่แล้ว หลังเงินเฟ้อในประเทศลดลงเหลือเพียง 1.0% ความต่างของนโยบายดอกเบี้ย (policy divergence: แนวทางนโยบายการเงินสวนทางกัน) ทำให้ USD/CHF ได้แรงหนุนต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2026 และคาดว่าความต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ (interest rate differential: ส่วนต่างดอกเบี้ย) จะยังเป็นประเด็นหลักในระยะข้างหน้า
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์ เช่น ออปชัน) ภาพนี้ชี้ว่า การถือฝั่งซื้อ (long positions: เปิดสถานะได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) ยังน่าสนใจ การซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิในการ “ซื้อ” ที่ราคาใช้สิทธิ) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาออปชัน) แถว 0.9200 อาจช่วยรับประโยชน์หากแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นแนวต้านสำคัญทั้งเชิงจิตวิทยาและเชิงเทคนิค
อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง เพราะคู่เงินปรับขึ้นมาแรงในปีนี้ การซื้อพุทออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective put: ซื้อพุทไว้ช่วยจำกัดขาดทุน หากราคาปรับลง) ที่ราคาใช้สิทธิใกล้ 0.9050 อาจเป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงจากการกลับทิศอย่างฉับพลันของมุมมองธนาคารกลาง หรือความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์โลกลดลงแบบไม่คาดคิด (de-escalation: คลี่คลาย/ลดระดับความรุนแรง) กลยุทธ์นี้ช่วยจำกัดด้านลบ ขณะยังเปิดรับโอกาสด้านบวก
ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน คาดว่าความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาด “คาด” และสะท้อนในราคาออปชัน) อาจเพิ่มขึ้นก่อนการประชุมธนาคารกลางครั้งถัดไป ซึ่งทำให้กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาขยับแรง เช่น ลองสตราดเดิล (long straddle: ซื้อคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาวิ่งแรงไม่ว่าทิศทางใด) น่าสนใจสำหรับผู้ที่คาดว่าจะมีการทะลุกรอบล่าสุดอย่างชัดเจน โดยควรติดตามถ้อยแถลงของธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด