ในเดือนเมษายน ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อผู้บริโภคระยะ 5 ปีของสหรัฐฯ จากแบบสำรวจ UoM (มหาวิทยาลัยมิชิแกน) อยู่ที่ 3.5%
สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.4%
รายงานนี้บ่งชี้ว่าเงินเฟ้ออาจ “เหนียว” กว่าที่เคยประเมิน ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น ตลาดจึงควรคาดว่า Fed จะส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายต่อไป (ท่าที “สายเหยี่ยว” หมายถึงให้ความสำคัญกับการสกัดเงินเฟ้อและพร้อมคง/ขึ้นดอกเบี้ย) ซึ่งทำให้มุมมองเรื่องการลดดอกเบี้ยที่เคยคาดในครึ่งหลังปี 2026 ต้องปรับใหม่
ด้วยภาพนี้ เรามองเครื่องมืออนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (สัญญาที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเพื่อใช้เก็งกำไรหรือป้องกันความเสี่ยง) ที่ได้ประโยชน์จาก “ดอกเบี้ยสูงนาน” โดยสัญญาฟิวเจอร์ส SOFR เดือนธันวาคม 2026 (SOFR คืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นของสหรัฐฯ ที่สะท้อนต้นทุนเงินกู้ข้ามคืน) มี “อัตราผลตอบแทนโดยนัย” ปรับขึ้นหลายจุดเบส (basis point: 1 จุดเบส = 0.01%) และขณะนี้แทบไม่สะท้อนโอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินระยะใกล้ที่ลดลง
สำหรับดัชนีหุ้น ภาวะนี้เป็นแรงกดดัน โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี เราพิจารณาซื้อพุตออปชัน (สิทธิในการขายที่ราคาอ้างอิง เพื่อทำกำไรเมื่อราคาลงหรือใช้คุ้มครองพอร์ต) บน Nasdaq 100 (NDX) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปรับฐาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เห็นชัดในรอบคุมเข้มปี 2022-2023 เมื่อความคาดหวังดอกเบี้ยขาขึ้นกดดัน “มูลค่าเหมาะสมของหุ้น” อย่างต่อเนื่อง
ความผันผวนตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเส้นทางนโยบายของ Fed ไม่ชัดเจนขึ้น ดัชนี VIX (ตัวชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาดจากออปชันของ S&P 500) ซึ่งก่อนหน้าเคลื่อนไหวแถว 15 ได้กระโดดขึ้นเกิน 17 จากข่าวนี้ เรามองโอกาสในคอลออปชัน VIX (สิทธิในการซื้อ เพื่อทำกำไรเมื่อ VIX เพิ่มขึ้น) เพราะคาดว่าตลาดอาจแกว่งตัวในกรอบกว้างขึ้นใน S&P 500
ในตลาดเงินตรา นโยบาย Fed ที่เข้มขึ้นหนุนค่าเงินดอลลาร์ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ใกล้ระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปีที่ 106.50 เรามองว่าการถือสถานะซื้อดอลลาร์เทียบสกุลเงินที่ธนาคารกลางมีแนวโน้มผ่อนคลายมากกว่า (ท่าที “สายพิราบ” หมายถึงเอนเอียงไปทางลดดอกเบี้ย/กระตุ้นเศรษฐกิจ) เช่น เงินเยนญี่ปุ่น เป็นกลยุทธ์ที่น่าจะได้เปรียบ