กำไร (Earnings) ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 1 เพิ่มขึ้น 15% จนถึงขณะนี้ ในสองสัปดาห์แรกของการประกาศงบในสหรัฐฯ 84% ของบริษัททำ “กำไรต่อหุ้น” (EPS: Earnings Per Share คือกำไรสุทธิต่อหุ้น) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่ผลจริงเฉลี่ยสูงกว่าคาดไม่ถึง 2% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
แนวโน้ม (Guidance คือการคาดการณ์ผลประกอบการล่วงหน้าที่ผู้บริหารให้กับตลาด) สำหรับไตรมาส 2 และทั้งปีออกมาไม่สม่ำเสมอ เดือนเมษายนหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นแบบกว้างขึ้นและหนุนตลาดภูมิภาคอื่น แต่แรงนำยังแคบ อยู่ที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และบางส่วนของพลังงาน ขณะที่กลุ่มกลาโหมให้ผลตอบแทนตามหลัง
Earnings Surprise And Market Breadth
พลังงานเป็นกลุ่มที่ “มุมมองกำไร” เปลี่ยนมากที่สุด จาก -12% เป็น +1% โดยสองสัปดาห์ถัดไปของการประกาศงบถูกมองว่าสำคัญต่อการทำให้ภาพรวมกำไรของกลุ่มนี้เป็นไปตามคาด
ผลตอบแทนจากธีม AI แยกเป็นสองฝั่งระหว่างซอฟต์แวร์กับเซมิคอนดักเตอร์ โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX คือดัชนีหุ้นชิปของสหรัฐฯ) ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล
ความผันผวนของน้ำมันและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ถูกมองว่าเป็นแรงกดดันต่อ “ประมาณการล่วงหน้า” (Forward estimates คือคาดการณ์กำไร/รายได้ในอนาคต) “ตัวคูณมูลค่า” (Valuation multiples เช่น P/E คือราคาหุ้นเทียบกำไร) และ “ความต้องการรับความเสี่ยง” (Risk appetite คือความกล้าเข้าลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง) การที่ผลตอบแทนแต่ละกลุ่มต่างกันมาก (Dispersion คือช่องว่างระหว่างกลุ่มที่ชนะกับแพ้) ชี้ว่าตลาดช่วงที่เหลือของไตรมาสจะต้องคัดเลือกหุ้นมากขึ้น โดยการนำตลาดที่กว้างขึ้นจะเชื่อมกับราคาน้ำมันที่นิ่งขึ้นและความเสี่ยงความขัดแย้งที่ลดลง
กำไรไตรมาส 1 โตแรง แต่ส่วนต่างที่ “ดีกว่าคาด” เล็กมากเป็นสัญญาณเตือน เมื่อแนวโน้มปี 2026 ที่เหลือออกมาไม่สม่ำเสมอ ตลาดจึงส่งสัญญาณระมัดระวัง สะท้อนจากดัชนี VIX (ดัชนีความผันผวนของ S&P 500) ที่ทรงตัวเหนือ 18 ในเดือนนี้ บ่งชี้ว่า “คอลออปชัน” (Call option คือสิทธิซื้อสินทรัพย์ที่ราคาที่กำหนด) แบบอิงดัชนีกว้างอาจไม่น่าสนใจเท่ากลยุทธ์แบบเจาะจง
แรงนำตลาดแคบ กระจุกในเซมิคอนดักเตอร์และบางบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยดัชนี SOX ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งสัปดาห์นี้ สะท้อนความแข็งแกร่งเฉพาะจุด ควรพิจารณา “คอลสเปรด” (Call spread คือซื้อคอลและขายคอลอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) บน ETF กลุ่มชิปหรือหุ้นผู้นำ เพื่อรับโอกาสขาขึ้นพร้อมกำหนดความเสี่ยง
Options Strategies For A Selective Market
ปัจจัยเสี่ยงหลักยังเป็นความผันผวนน้ำมัน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures คือสัญญาที่ตกลงซื้อ/ขายในอนาคต) น้ำมันดิบ WTI แกว่งในกรอบกว้าง 85-95 ดอลลาร์ตลอดเมษายนจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้กลุ่มพลังงานไม่เหมาะกับการคาดทิศทางแบบตรง ๆ จึงอาจใช้แนวทาง “ขายพรีเมียม” (Selling premium คือขายออปชันเพื่อรับค่าเบี้ย) ผ่าน “ไอรอนคอนดอร์” (Iron condor คือขายสเปรดพุทและคอลพร้อมกันเพื่อทำกำไรเมื่อราคาแกว่งในกรอบ) บน ETF พลังงานเพื่อได้ประโยชน์จากการแกว่งออกข้าง กลยุทธ์นี้อาศัย “ความผันผวนโดยนัย” (Implied volatility คือความผันผวนที่ตลาดสะท้อนในราคาออปชัน) ที่ยังสูง โดยไม่เปิดรับความเสี่ยงด้านทิศทางมากเกินไป
เมื่อเทียบกับการปรับขึ้นกว้างช่วงปลายปี 2025 สภาพแวดล้อมปัจจุบันคัดเลือกมากขึ้น และผิดทางแล้วเจ็บตัวง่าย ช่องว่างผลตอบแทนระหว่างกลุ่มที่ชนะกับแพ้สร้างโอกาสทำ “คู่เทรด” (Pairs trade คือถือสถานะซื้อในสินทรัพย์หนึ่งและขาย/ป้องกันในอีกสินทรัพย์หนึ่ง) เช่น ซื้อหุ้นเทคที่ทนทาน พร้อมซื้อ “พุท” (Put option คือสิทธิขายที่ราคาที่กำหนด) ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือกลาโหมที่อ่อนแอ กลยุทธ์นี้ช่วยกันพอร์ตจากแรงสั่นสะเทือนมหภาค และทำกำไรจากการแยกตัวของผลตอบแทนที่ชัดเจน
หากความตึงเครียดคลี่คลายและราคาน้ำมันทรงตัวต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ อาจเห็นแรงนำตลาดกระจายกว้างขึ้น แต่หากความไม่แน่นอนยังอยู่ จุดโฟกัสควรเป็นการใช้ออปชันเล่น “การเติบโตระยะยาว” (Secular growth คือการเติบโตจากแนวโน้มยาว ไม่ใช่วัฏจักรสั้น) โดยเลือกบริษัทที่งบดุลแข็งแกร่งและมีอำนาจกำหนดราคา (Pricing power คือขึ้นราคาได้โดยไม่เสียลูกค้ามาก) เพราะรับมือสภาพแวดล้อมยากได้ดีกว่า