ตลาดเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ช่วง “แกว่งในกรอบ” (consolidation phase: ราคาเคลื่อนไหวแคบ ๆ ยังไม่เลือกทิศทางชัด) ก่อนเส้นตายวันที่ 28 เม.ย. ของมติ War Powers Resolution (มติอำนาจการทำสงคราม: เส้นตายด้านกฎหมายการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ) โดยคู่เงิน USD/CNY (ดอลลาร์สหรัฐ/หยวนจีน) ทรงตัว หลังจากก่อนหน้านี้ดีดขึ้นแบบ “รีบาวด์คลายกังวล” (relief rally: ฟื้นตัวชั่วคราวจากความกังวลที่ลดลง)
บรรยากาศการซื้อขายระมัดระวังขึ้น มีการถือสถานะตามทิศทาง (directional positions: เดิมพันขึ้นหรือลง) ลดลงหลังจากการรีบาวด์ช่วงต้นเดือน ตลาดหันไปจับตาเส้นตายดังกล่าวและความเสี่ยง “ช็อกภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical shocks: เหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่กระทบตลาดอย่างฉับพลัน)
ธนาคารกลางและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกดดันมุมมองต่อธนาคารกลางหลายแห่งที่มีกำหนดประชุมสัปดาห์หน้า โดยคาดว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” (policy rates: ดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางการเงิน) จะ “คงไว้” ขณะที่เจ้าหน้าที่ประเมินความเสี่ยง “เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอ” (stagflation: ค่าครองชีพเพิ่มแต่การเติบโตอ่อนและตลาดแรงงานแผ่ว)
ในเอเชีย สกุลเงินที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน เช่น INR (รูปีอินเดีย), KRW (วอนเกาหลีใต้) และ PHP (เปโซฟิลิปปินส์) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามราคาน้ำมัน ทางการท้องถิ่นน่าจะพร้อมเข้าดูแลเพื่อสกัดการเคลื่อนไหวทางเดียวที่มุ่งไปสู่การอ่อนค่า (depreciation: ค่าเงินลดลงเมื่อเทียบสกุลอื่น)
เน้นเทรดความผันผวนมากกว่าทิศทาง
ภายใต้ภาวะชะงักงันนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะคือเทรด “ความผันผวน” (volatility: ระดับการแกว่งขึ้นลงของราคา) มากกว่าทิศทาง แม้ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง (realized volatility: ความผันผวนที่วัดจากการเคลื่อนไหวที่เกิดแล้ว) จะอยู่ระดับต่ำ แต่ดัชนี J.P. Morgan Global FX Volatility Index (ดัชนีวัดความคาดหวังความผันผวนของค่าเงินทั่วโลก) ยังทรงตัวสูงใกล้ 8.5% สะท้อนว่าตลาดกำลัง “ตั้งราคา” ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ช็อก (pricing in: สะท้อนความคาดหวังเข้าไปในราคาแล้ว)
การใช้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ) เช่น straddle (ซื้อสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) หรือ strangle (คล้ายกันแต่ใช้ราคาใช้สิทธิคนละระดับ มักถูกกว่าแต่ต้องแกว่งมากกว่า) ช่วยให้มีโอกาสทำกำไรหากราคาเหวี่ยงแรงหลังผ่านเส้นตาย
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังทำให้ธนาคารกลางมีแนวโน้ม “รอดูสถานการณ์” สัปดาห์หน้า โดยตลาดสัญญาล่วงหน้า (futures market: ตลาดซื้อขายสัญญาที่ผูกกับราคา/อัตราในอนาคต) สะท้อนว่าผู้เล่นให้น้ำหนักมากกว่า 90% ว่าธนาคารกลางหลักจะคงดอกเบี้ย ซึ่งตอกย้ำความไม่แน่นอนและความเสี่ยงภาวะ stagflation
เราจับตาสกุลเงินเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เช่น รูปีอินเดียและวอนเกาหลีใต้ เมื่อ Brent crude (น้ำมันดิบเบรนต์: น้ำมันอ้างอิงสำคัญของโลก) ทรงตัวเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สกุลเงินเหล่านี้เสี่ยงต่อแรงกระแทกฉับพลัน การซื้อ “คอลออปชันนอกเงิน” (out-of-the-money call options: สิทธิซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบัน มักมีต้นทุน/เบี้ยประกันต่ำกว่า) ในคู่เงินอย่าง USD/INR อาจเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดความเสียหายจากความผันผวน) หากราคาพลังงานพุ่ง
จากบทเรียนในอดีต ช่วงที่ความผันผวนต่ำอาจจบลงอย่างรวดเร็ว มุมมองปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่จำกัดความเสี่ยงได้ชัดเจน (defined-risk strategies: รู้ขาดทุนสูงสุดตั้งแต่ต้น เช่น ผ่านออปชัน) โดยยอมจ่าย “เบี้ยประกัน” (premium: ต้นทุนซื้อออปชัน) เล็กน้อยเพื่อความคุ้มครอง ดีกว่าเผชิญการเคลื่อนไหวรุนแรงแบบไม่มีการป้องกัน (unhedged move: ไม่มีเครื่องมือกันความเสี่ยง)