ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าเขาสั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ “ยิงและสังหาร” เรือทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเขาเขียนว่าเรือรบทางเรือของอิหร่าน “ทั้งหมด 159 ลำ อยู่ก้นทะเลแล้ว”
เขายังระบุว่าเรือกวาดทุ่นระเบิดของสหรัฐฯ (mine sweepers: เรือที่มีหน้าที่ค้นหาและเก็บกู้/ทำลายทุ่นระเบิดในทะเลเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ) กำลังกวาดล้างช่องแคบ และสั่งให้เดินหน้าต่อในระดับ “เพิ่มขึ้นสามเท่า” พร้อมย้ำว่า “ห้ามลังเล”
ประเด็นที่ตลาดน้ำมันจับตาทันที
ในโพสต์ที่สอง ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านกำลังลำบากในการระบุตัวผู้นำ และกล่าวถึงความขัดแย้งภายในระหว่าง “สายแข็ง” (Hardliners: กลุ่มที่มีจุดยืนเข้มงวด ใช้มาตรการแข็งกร้าว) กับ “สายกลาง” (Moderates: กลุ่มที่ยืดหยุ่นกว่า เน้นการประนีประนอม) โดยเขาเขียนว่า “สายแข็ง” กำลัง “แพ้อย่างหนักในสนามรบ”
ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด” และไม่มีเรือลำใดเข้าออกได้หากไม่ได้รับอนุมัติจากกองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวถูก “ปิดแน่น” จนกว่าอิหร่านจะ “ทำข้อตกลง”
รายงานระบุว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังเพิ่มขึ้น และตลาดยังอยู่ในโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off: นักลงทุนลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น แล้วหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยกว่า) โดยเสริมว่าไม่มีความเคลื่อนไหวของตลาดในทันที ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐยังคงบวกในระหว่างวันเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั้งหมด
เมื่อมีคำสั่ง “ยิงและสังหาร” ในช่องแคบฮอร์มุซ ประเด็นที่ต้องจับตาทันทีคือน้ำมันดิบ เนื่องจากน้ำมันราว 1 ใน 5 ของการบริโภครายวันของโลกต้องผ่านช่องทางแคบนี้ การปฏิบัติการทางทหารใดๆ อาจทำให้เกิด “ช็อกด้านอุปทาน” (supply shock: ปริมาณสินค้าในตลาดหายไปหรือส่งมอบติดขัดอย่างฉับพลัน ทำให้ราคากระโดด) อย่างรุนแรง
การที่ตลาดยังเงียบคือช่วงให้วางตำแหน่งรับความผันผวนที่จะเพิ่มขึ้น (volatility: การแกว่งตัวของราคา) เพราะความเสี่ยงจากการข่มขู่ทางทหารโดยตรงอาจยังไม่ถูกสะท้อนในราคา
การป้องกันความเสี่ยงขาลงของหุ้น
นี่เป็นสัญญาณหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจกระทบตลาดหุ้นโดยรวม นักลงทุนมีแนวโน้มลดการถือหุ้นและย้ายไปสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า
ดอลลาร์สหรัฐเริ่มแข็งค่าอยู่แล้ว และแนวโน้มนี้อาจต่อเนื่องในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลก (safe haven: สินทรัพย์ที่มักได้แรงซื้อเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ดอลลาร์ ทองคำ) ขณะเดียวกัน ทองคำมักถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge: การลดผลกระทบจากความเสี่ยงด้วยการถือสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวสวนทาง) จากความขัดแย้งและเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น