ดัชนีราคาวัตถุดิบ (Raw Materials Price Index: RMPI ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดการเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบที่ภาคธุรกิจในแคนาดาซื้อมาใช้เป็นต้นทุนการผลิต) ของแคนาดา ปรับขึ้น 12% ในเดือนมีนาคม สูงกว่าคาดการณ์ที่ 9.3%
ผลจริงสูงกว่าคาด 2.7 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยรายงานนี้เปรียบเทียบตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์
ผลต่อเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน
ตัวเลข RMPI เดือนมีนาคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดมาก สะท้อนว่าต้นทุนวัตถุดิบของผู้ผลิตแคนาดากำลังเร่งขึ้น และมีแนวโน้มส่งผ่านไปเป็นเงินเฟ้อ (inflation คือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับสูงขึ้น) ในวงกว้าง ทำให้ต้องทบทวนโอกาสที่ธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada: BoC) จะลดดอกเบี้ยในไตรมาส 2
สถานการณ์นี้ทำให้ต้องประเมินมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นใหม่ ตลาดเริ่มลดโอกาสการลดดอกเบี้ยช่วงฤดูร้อนอย่างรวดเร็ว โดยสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยแบบ OIS (Overnight Index Swaps คือสัญญาอนุพันธ์ที่สะท้อน “คาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย” ในอนาคต) ชี้ว่าความคาดหวังเอนเอียงไปทางคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป เราเคยเห็นรูปแบบคล้ายกันในปี 2025 เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจออกมาร้อนแรงต่อเนื่องจน BoC ต้องชะลอการเปลี่ยนไปใช้นโยบายผ่อนคลาย และตลาดอนุพันธ์ (derivatives คือสัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอกเบี้ย ค่าเงิน) ที่วางเดิมพันการลดดอกเบี้ยได้รับผลกระทบหนัก
สำหรับเงินดอลลาร์แคนาดา นี่เป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะความคาดหวังดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักดึงดูดเงินทุนไหลเข้า ส่งผลให้ “ลูนี” (ชื่อเล่นของเงินดอลลาร์แคนาดา) แข็งค่าต่อดอลลาร์สหรัฐ กลยุทธ์ที่เป็นไปได้คือซื้อออปชันคอลของ CAD (call option คือสัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาที่กำหนด) หรือขายฟิวเจอร์ส USD/CAD (futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) เพราะคู่เงินอาจลงไปทดสอบแนวรับที่ต่ำลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของแคนาดา (core inflation คือเงินเฟ้อที่ตัดราคาที่ผันผวนมาก เช่น พลังงาน/อาหาร ออก เพื่อดูแนวโน้มจริง) ยังคงอยู่เหนือ 3% และ RMPI ที่สูงจะเพิ่มแรงกดดันต่อความกังวลของ BoC
ผลต่อกลุ่มหุ้น
ฝั่งหุ้น ภาพของดัชนี S&P/TSX 60 ซับซ้อนมากขึ้น กลุ่มพลังงานและวัสดุ (materials) ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของดัชนี มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงตามรายงานนี้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยจะ “สูงนาน” จะกดดันกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย (rate-sensitive คือกลุ่มที่ผลประกอบการ/มูลค่าหุ้นได้รับผลกระทบมากเมื่อดอกเบี้ยขึ้น) เช่น ธนาคาร สาธารณูปโภค และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้กลุ่มเหล่านี้อาจให้ผลตอบแทนแย่กว่าตลาดโดยรวม