USD/JPY ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แตะราว 159.75 ในการซื้อขายช่วงยุโรปวันพฤหัสบดี โดยได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า การขยับขึ้นเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก) ที่ยืดเยื้อ
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) เพิ่มขึ้น 0.2% ใกล้ 98.80 สูงสุดในรอบมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อสหรัฐจะสูงขึ้น ส่งผลให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดดอกเบี้ยลดลง
Fed Policy Expectations
CME FedWatch (เครื่องมือที่ใช้ประเมิน “ความน่าจะเป็น” ของทิศทางดอกเบี้ย Fed จากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ระบุว่า มีโอกาส 76.8% ที่ Fed จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% ในการประชุมเดือนธันวาคม ตลาดยังรอดูข้อมูล PMI เบื้องต้นของสหรัฐจาก S&P Global (PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ใช้วัดภาวะกิจกรรมทางธุรกิจ) สำหรับเดือนเมษายน เวลา 13:45 GMT โดยคาดว่ากิจกรรมธุรกิจจะเพิ่มขึ้นจากภาคการผลิตและภาคบริการที่ดีขึ้น
เงินเยนญี่ปุ่นเคลื่อนไหวผสม ขณะที่ตลาดหันไปจับตาการตัดสินใจนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในวันอังคารที่ 28 เมษายน โดย USD/JPY ยังมีแนวโน้มระยะสั้นเป็นบวกหลัง “หลุดกรอบ” รูปแบบ Descending Triangle (รูปแบบกราฟที่มักสะท้อนแรงขายลดลง และหากทะลุขึ้นมักเป็นสัญญาณบวก) ขณะที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน (20-day EMA: เส้นค่าเฉลี่ยแบบให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า) อยู่ที่ 159.11 และ RSI (ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย) ใกล้ 57
แนวต้านอยู่ที่ 160.46 และ 161.00 ส่วนแนวรับอยู่ที่ 159.41 และ 159.11 โดยแนวรับถัดไปใกล้ 157.64
Market Pricing Shift
สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed อย่างมาก จากเดือนก่อนที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดอกเบี้ย Fed (fed funds futures: สัญญาที่สะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต) ยังบ่งชี้โอกาสลดดอกเบี้ยปลายปี แต่ล่าสุดความเป็นไปได้นั้นลดลงมาก โดย CME FedWatch ชี้ว่าโอกาสหลักคือคงดอกเบี้ยในกรอบ 3.50%–3.75% ไปถึงเดือนธันวาคม
เศรษฐกิจสหรัฐยังดูแข็งแกร่ง หนุนเงินดอลลาร์และทำให้ Fed มีพื้นที่คงท่าทีเข้มงวด (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) แรงกดดันดังกล่าวชัดขึ้นหลังเงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนอย่างอาหารและพลังงานออก) เดือนมีนาคมอยู่ที่ 3.1% เทียบรายปี สูงกว่าที่ตลาดคาด หาก PMI เดือนเมษายนออกมาดี จะยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจที่ยังทนทาน
ฝั่งญี่ปุ่น เงินเยนยังอ่อนค่า ขณะรอประชุม BoJ วันที่ 28 เมษายน หลังการขึ้นดอกเบี้ยที่มีนัยสำคัญแต่ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยในปี 2024 BoJ ยังระมัดระวังมาก ทำให้เกิด “ช่องว่างนโยบาย” กว้างกับ Fed (หมายถึงดอกเบี้ยและท่าทีของสองธนาคารกลางแตกต่างกันมาก) ซึ่งเป็นเหตุหลักที่เงินเยนอ่อนค่าต่อดอลลาร์
สำหรับนักลงทุนที่เทรดอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) แนวทางที่สอดคล้องคือกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์หาก USD/JPY ปรับขึ้นต่อ เช่น ซื้อคอลออปชัน (call option: สิทธิในการซื้อที่ราคาเป้าหมาย) โดยตั้งราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) แถว 160.50 และ 161.00 โมเมนตัมทางเทคนิคยังเป็นบวก และยังไม่เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) มากนัก จึงยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ
อย่างไรก็ดี ควรระวังเมื่อเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ เพราะอาจกระตุ้นการส่งสัญญาณเตือนด้วยวาจาจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเหมือนปีที่แล้วเมื่อราคาเหนือ 155 การใช้เส้น EMA 20 วันบริเวณ 159.11 เป็นแนวรับสำคัญสำหรับฝั่งมองบวก เป็นแนวทางลดความเสี่ยงหากเกิดการกลับตัวฉับพลัน