ทองคำและเงินกลับมาปรับขึ้นอีกครั้งหลังร่วงลงติดต่อกัน 2 ช่วงการซื้อขาย โดยได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง (ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศผ่อนคลาย)
กระแสเงินไหลเข้า ETF ทองคำเป็นบวกต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ โดยยอดถือครองเพิ่มขึ้น 10,000 ออนซ์ในวันที่ 21 เมษายน นับเป็นวันที่ 6 ติดต่อกันที่มีเงินไหลเข้า
แรงรีบาวด์ของทองคำและเงินแข็งแกร่งขึ้น
ยอดถือครองรวมของ ETF แตะ 99.3 ล้านออนซ์ (moz = million ounces หรือ “ล้านออนซ์”) หลังจากมีแรงขายหนักในเดือนมีนาคม (sell-off คือแรงเทขายรวดเร็วและรุนแรง)
เรากำลังเห็นทองคำและเงินฟื้นตัวจากการปรับลงก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลาย ความสนใจของนักลงทุนเริ่มชัดเจนขึ้น สะท้อนว่า “ความเชื่อมั่นตลาด” (market sentiment คือมุมมองรวมของผู้ลงทุนต่อทิศทางตลาด) กำลังเปลี่ยนไป
เงินไหลเข้า ETF ที่มีทองคำหนุนหลัง (gold-backed ETFs คือกองทุนอีทีเอฟที่ถือทองคำจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิง) เป็นบวกต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ และมีเงินไหลเข้า 6 วันติด ดันยอดถือครองรวมเข้าใกล้ 100 ล้านออนซ์ สะท้อนการกลับมาสนใจของนักลงทุนหลังแรงเทขายช่วงต้นปี
ภาพอดีตชี้โอกาสฟื้นตัว
รูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยในปี 2025 เคยมีแรงเทขายหนักในเดือนมีนาคม ก่อนตามมาด้วยการซื้อสะสมผ่าน ETF อย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน และเป็นจุดเริ่มของการฟื้นตัวของราคา การมองความเหมือนนี้ช่วยให้เข้าใจโอกาสในรอบปัจจุบัน
ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY คือดัชนีที่วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ลดลงจากจุดสูงสุด 106 มาอยู่แถว 104.2 ซึ่งโดยตรงแล้วสนับสนุนราคาทองคำให้สูงขึ้น เพราะเมื่อดอลลาร์อ่อน มักทำให้ทองคำ “ถูกลง” สำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น และเพิ่มแรงซื้อ
ดอลลาร์ที่อ่อนค่ามาจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย ทำให้ตลาดเริ่ม “คาดการณ์” ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอหรือหยุดขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว โดยปกติแล้วเฟดที่ไม่เร่งคุมเข้มนโยบายการเงินมักเป็นบวกต่อทองคำ
ในตลาดอนุพันธ์ (derivatives คือเครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์ เช่น ทองคำ) พบว่า “โอเพนอินเทอเรสต์” เพิ่มขึ้นชัดเจนในคอลออปชัน (open interest คือจำนวนสัญญาที่ยังไม่ปิดสถานะ; call options คือสัญญาที่ให้สิทธิซื้อในอนาคต) โดยเฉพาะระดับราคาใช้สิทธิ (strike คือราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) สูงกว่าราคาสปอตปัจจุบันราว 5% อัตราส่วนคอลต่อพุต (call-to-put ratio คือสัดส่วนการถือคอลเทียบพุต ซึ่งพุตคือสิทธิขาย) ขยับขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือน บ่งชี้ว่านักเก็งกำไรเอนเอียงไปทาง “ขาขึ้น” มากขึ้น
จากสัญญาณเหล่านี้ ผู้ลงทุนระยะสั้นอาจพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากโมเมนตัมขาขึ้น โดยการที่ ETF มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องและกิจกรรมออปชันฝั่งบวกเพิ่มขึ้น ทำให้แนวทาง “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” (buy on dips คือรอซื้อเมื่อย่อตัว) ดูเหมาะสมในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ควรติดตามทิศทางดอลลาร์อย่างใกล้ชิด เพราะหากยังอ่อนค่าต่อ อาจหนุนให้การปรับขึ้นของทองคำเดินหน้าต่อไป