ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY: ดัชนีที่วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้า 6 สกุลเงินหลัก) ทรงตัวใกล้ 98.60 ท่ามกลางความระมัดระวังของตลาดจากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน หลังมีการขยายเวลาหยุดยิง แต่อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์เพิ่มขึ้น
ดอลลาร์แข็งค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสในมุมการเคลื่อนไหวรายวัน ภาวะซื้อขายยังเน้นลดความเสี่ยง เพราะตลาดจับตาความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งทางทะเลและพลังงาน
แรงซื้อดอลลาร์ขับเคลื่อนโดยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
EUR/USD อ่อนค่าลงสู่ใกล้ 1.1710 หลังความต้องการรับความเสี่ยง (risk appetite: ความพร้อมของนักลงทุนในการถือสินทรัพย์เสี่ยง) ในยุโรปลดลง ตลาดหุ้นภูมิภาคร่วงอีกครั้ง ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อในยูโรโซน
GBP/USD เคลื่อนไหวแถว 1.3500 หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) ของสหราชอาณาจักรแบบรายปีเพิ่มเป็น 3.3% ในเดือนมีนาคม จาก 3.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ เงินเฟ้อภาคบริการเพิ่มเป็น 4.5% กระทบต่อการคาดการณ์นโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)
USD/JPY ทรงตัวใกล้ 159.50 หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) อ่อนตัว เยนได้แรงหนุนจากบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อความเสี่ยงสูง) ทำให้การปรับขึ้นของคู่เงินถูกจำกัด
AUD/USD ขยับขึ้นใกล้ 0.7160 แต่ยังไวต่อการแกว่งของความเสี่ยง น้ำมัน WTI (น้ำมันดิบสหรัฐ West Texas Intermediate) ปรับขึ้นเหนือ 93.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำขยับขึ้นใกล้ 4,735 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (troy ounce: หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่าประมาณ 31.1 กรัม)
ข้อมูลเศรษฐกิจที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ: ตัวชี้วัดแนวโน้มกิจกรรมธุรกิจ) ของยูโรโซนและสหราชอาณาจักร จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ เงินเฟ้อญี่ปุ่น ยอดค้าปลีกสหราชอาณาจักร ดัชนี IFO ของเยอรมนี (ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ) ยอดค้าปลีกแคนาดา และข้อมูลมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (Michigan data: แบบสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคาดการณ์เงินเฟ้อ)
เปรียบเทียบภาวะตลาดในอดีตกับปัจจุบัน
เรากำลังเห็นตลาดที่ต่างจากช่วงเดียวกันปีก่อนมาก ในเดือนเมษายน 2025 การยึดเรือในช่องแคบฮอร์มุซทำให้ตลาดเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยงและแห่ถือดอลลาร์ แต่ปัจจุบันความตึงเครียดในภูมิภาคลดลง โดยรายงานล่าสุดของ OPEC+ (กลุ่มโอเปกและพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมัน) ระบุโควตาการผลิตทรงตัว และการขนส่งผ่านช่องแคบดำเนินได้ต่อเนื่อง
ปัจจัยหนุนดอลลาร์จึงเปลี่ยนไป โดยในวิกฤตปี 2025 DXY ซื้อขายใกล้ 98.60 ขณะที่ปัจจุบันความแข็งค่ามาจากเงินเฟ้อที่ยังสูงมากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว อีกทั้งตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2026 (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ: มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจรวม) ชะลอลง ทำให้เส้นทางนโยบายของเฟดซับซ้อนขึ้น ส่งผลให้ DXY ปัจจุบันยืนแข็งเหนือระดับ 106 สะท้อนความแข็งแกร่งอีกแบบจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (interest rate differentials: ความต่างของดอกเบี้ยระหว่างประเทศซึ่งมีผลต่อกระแสเงินทุน)
การพุ่งแรงของน้ำมัน WTI เหนือ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน 2025 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เคยเร่งความกังวลเงินเฟ้อทั่วโลก แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันทรงตัว โดย WTI ใกล้ 85 ดอลลาร์ ส่วนหนึ่งจากการผลิตเชลออยล์สหรัฐที่เพิ่มขึ้นตามรายงานเดือนนี้ของ EIA (สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ) ความนิ่งของตลาดพลังงานทำให้คอลออปชันน้ำมัน (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อ “มีสิทธิแต่ไม่จำเป็นต้องซื้อ”) อาจมีราคาแพงเกินไป หากยังอิงความผันผวนสูงของปีก่อน
มุมมองต่อสกุลเงินยุโรปจึงต้องปรับ โดยเฉพาะเมื่อใกล้วันหมดอายุออปชัน (options expirations: วันสิ้นสุดสิทธิของสัญญาออปชัน) ปีก่อน EUR/USD อ่อนลงสู่ 1.1710 จากแรงลดความเสี่ยงวงกว้าง ขณะที่วันนี้การอ่อนค่าต่ำกว่า 1.07 มาจากท่าทีผ่อนคลายของ ECB (ธนาคารกลางยุโรป) เมื่อเทียบกับเฟดมากกว่า ส่วนเงินปอนด์ที่เคยอยู่แถว 1.3500 ฟื้นตัวดีขึ้นหลังการขึ้นดอกเบี้ยของ BoE ช่วยลดเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนสูง เช่น อาหารและพลังงาน) จากต้นปี 2025 ลงมาอยู่ที่ 2.8% ซึ่งจัดการได้มากขึ้น
เรายังต้องทบทวนกลยุทธ์สินทรัพย์ปลอดภัยในสภาพแวดล้อมใหม่ วิกฤตปีก่อนทำให้ USD/JPY ทรงตัวใกล้ 159.50 แต่ขณะนี้เริ่มเห็นเยนแข็งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณทยอยออกจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมาก (ultra-loose policy: ดอกเบี้ยต่ำมากและมาตรการกระตุ้นสูง) ด้านทองคำที่เคยพุ่งถึง 4,735 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากความไม่แน่นอนปี 2025 และอัตราผลตอบแทนที่ลดลง ปัจจุบันเริ่มแกว่งในกรอบ หลังตลาดประเมินความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ และอัตราผลตอบแทนกลับมาแข็งขึ้น