ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้นมากกว่า 3% ในวันพุธ และกลับมายืนเหนือ 92 ดอลลาร์ หลังทดสอบระดับ 93 ดอลลาร์ โดยการปรับขึ้นครั้งนี้เป็นการรีบาวด์ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง จากราว 85 ดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ ล่าสุดอยู่ที่ 92.10–92.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงหนุนมาจากการขยายเวลาข้อตกลง “หยุดยิง” (ceasefire: การตกลงหยุดการสู้รบชั่วคราว) ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ซึ่งเดิมจะหมดอายุคืนวันพุธ โดยการพักรบ 2 สัปดาห์ถูกต่ออายุ หลังแผนเจรจาในปากีสถานล่ม และการเดินทางของรองประธานาธิบดี JD Vance ไปอิสลามาบัดถูกเลื่อน
Supply And Demand Drivers
ด้านอุปทานช่วยพยุงราคา หลังมีรายงานว่าผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียลดกำลังการผลิตราว 6% ขณะที่การประเมิน “ดีมานด์หายไป” (demand destruction: ความต้องการใช้น้ำมันลดลงเพราะราคาสูงหรือเศรษฐกิจชะลอ) อยู่ที่ 4–5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ข้อมูลสำคัญที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ ดัชนี PMI เบื้องต้นของสหรัฐ (flash PMI: ตัวเลขสำรวจภาคธุรกิจรอบต้นเดือน/ไตรมาสที่ประกาศเร็วเพื่อชี้ทิศทางเศรษฐกิจ) ในวันพฤหัสบดี และรายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ของ EIA (EIA inventory report: รายงานปริมาณน้ำมันคงคลังจากหน่วยงานข้อมูลพลังงานสหรัฐ) โดยราคาตลาดทันที (spot: ราคาซื้อขายส่งมอบใกล้ปัจจุบัน) ของ WTI อยู่แถว 92 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สเดือนพฤษภาคมปิดใกล้ 90 ดอลลาร์ในวันอังคาร สะท้อน “แบ็กวอร์เดชัน” (backwardation: สัญญาเดือนใกล้ราคาแพงกว่าสัญญาเดือนไกล มักบ่งชี้ว่าของจริงตึงตัว) ที่ลึกขึ้น
ในกราฟ 15 นาที ราคาอยู่เหนือราคาเปิดของรอบการซื้อขายและทำจุดสูงขึ้นระหว่างวัน โดย Stochastic RSI อยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (overbought: ราคาขึ้นเร็วเกินไปจนเสี่ยงพักฐาน) และมีการอ้างถึงระดับ 90.00 ดอลลาร์ว่าอาจทำให้โครงสร้างขาขึ้นอ่อนแรง หากหลุดลงไป
ในกราฟรายวัน WTI ยังยืนเหนือ EMA 50 วัน (EMA: ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า ใช้ดูแนวโน้ม) ที่ 84.97 ดอลลาร์ และเหนือ EMA 200 วัน ที่ 71.42 ดอลลาร์ ขณะที่ Stochastic RSI รายวันอยู่แถว 13 โดยมองแนวรับใกล้ 92.14 ดอลลาร์